ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2567

DGC

บริษัท **Duc Giang Chemicals Group Joint Stock Company** (DGC) เป็นบริษัทเคมีชั้นนำของเวียดนาม ก่อตั้งขึ้นในปี 1963 ปัจจุบันเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ (HOSE) โดยใช้รหัส DGC


### ข้อมูลพื้นฐานของ Duc Giang:


1. **ธุรกิจหลัก**: 

   - บริษัทดำเนินธุรกิจในด้านการผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลาย เช่น สารฟอสเฟต (phosphates), กรดฟอสฟอริก, และเคมีภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม อุตสาหกรรมอาหาร และเซมิคอนดักเตอร์

   - การผลิตฟอสฟอรัสเหลือง (Yellow Phosphorus) เป็นสินค้าหลัก ซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญที่ใช้ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บริษัทมีโอกาสในการเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต


2. **ความได้เปรียบทางธุรกิจ**: 

   - **ทรัพยากร**: Duc Giang มีแหล่งแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น ฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

   - **การส่งออก**: บริษัทส่งออกสินค้าไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงตลาดยุโรปและเอเชีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้ใช้ในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เคมีฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบหลัก


3. **แผนการในอนาคต**:

   - จากวิดีโอที่คุณได้แชร์และการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ Duc Giang มีแผนขยายธุรกิจในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับประเทศของเวียดนามที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมนี้

   - บริษัทมีแนวโน้มเติบโตในตลาดนี้อย่างมาก เนื่องจากการสนับสนุนจากรัฐบาลและการพัฒนาความร่วมมือกับบริษัทต่างชาติ


4. **ผลประกอบการ**:

   - DGC มีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และยังเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีศักยภาพสูงในตลาดเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่รัฐบาลเวียดนามเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์


### บทสรุป:

Duc Giang เป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำของเวียดนามที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจเข้าสู่เซมิคอนดักเตอร์ และเป็นหนึ่งในหุ้นที่น่าจับตามองในตลาดหุ้นเวียดนาม

MWG

BHX

**Key Points พร้อมรายละเอียดเพิ่มเติม:**


1. **การเปิดสาขาใหม่**:  

   - **Bách Hóa Xanh** วางแผนเปิดสาขาใหม่ 10 แห่งในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2024 โดยจะกระจายไปยัง 5 จังหวัดสำคัญ:  

     - **TP.HCM**: 5 สาขา  

     - **Vĩnh Long**: 1 สาขา  

     - **Cần Thơ**: 1 สาขา  

     - **Bình Dương**: 1 สาขา  

     - **Đồng Nai**: 2 สาขา  

   - การเปิดสาขานี้ถือเป็นการเปิดครั้งใหญ่ที่สุดในปีนี้ หลังจากการเติบโตแบบคงที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา


2. **รายได้ของ Bách Hóa Xanh**:  

   - ในเดือนกรกฎาคม 2024 Bách Hóa Xanh มียอดขายสูงถึง **3,650 พันล้าน VND** คิดเป็นสัดส่วน **30%** ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทแม่ **Thế giới Di động (MWG)**  

   - รายได้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกเดือนหลังจากเริ่มแผนปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในแต่ละสาขา


3. **รายได้เฉลี่ยต่อสาขา**:  

   - รายได้เฉลี่ยต่อสาขาสูงสุดที่ **2.1 พันล้าน VND ต่อเดือน** ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ยกเว้นช่วงที่โควิด-19 ส่งผลในปี 2021  

   - การเติบโตนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ "ลดปริมาณ - เพิ่มคุณภาพ" ที่บริษัทได้นำมาใช้


4. **การทำกำไรในไตรมาส 2 ปี 2024**:  

   - Bách Hóa Xanh ทำกำไรได้ **7 พันล้าน VND** ในไตรมาสที่ 2 ปี 2024 หลังจากที่ขาดทุนมาหลายปี (ขาดทุนถึงหลายพันล้าน VND ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา)


5. **แผนการขยายสาขาและกลยุทธ์ใหม่**:  

   - **Phạm Văn Trọng** (CEO ของ Bách Hóa Xanh) กล่าวว่าบริษัทมีเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มขึ้น **50-100 แห่ง** ภายในปี 2024  

   - บริษัทจะมุ่งเน้นปรับกลยุทธ์เพื่อ:

     - ลดต้นทุนการดำเนินงานที่สาขาและต้นทุนด้านโลจิสติกส์  

     - เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าสด (สินค้าเน่าเสียง่าย)  

     - พัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต  

   - แผนสำหรับปี 2025 รวมถึงการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ได้สรุปจำนวนสาขาที่จะขยายหรือพื้นที่เป้าหมาย


6. **การคาดการณ์รายได้**:  

   - ตามการคาดการณ์จาก **SSI Research**, Bách Hóa Xanh จะมีรายได้รวมอยู่ที่ **40,000 พันล้าน VND** ในปี 2024 และเพิ่มขึ้นเป็น **45,000 พันล้าน VND** ในปี 2025  

   - รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่อสาขาคาดว่าจะอยู่ที่ **1.95-2.1 พันล้าน VND** ในช่วงปี 2024-2025


7. **การคาดการณ์กำไรสุทธิ**:  

   - คาดการณ์กำไรสุทธิในปี 2024 อยู่ที่ **228 พันล้าน VND** และเพิ่มขึ้นเป็น **668 พันล้าน VND** ในปี 2025  

   - เปรียบเทียบกับการขาดทุน **1,200 พันล้าน VND** ในปี 2023

Tuyên bố đã tìm ra "long mạch", át chủ bài Bách Hóa Xanh của ông Nguyễn Đức Tài rục rịch khai trương thêm 10 cửa hàng ngay cuối tháng 9- Ảnh 4.

SAS

 Mcap 3,800




ฟื้นจากcovid ก็ดูว่าโตแรง



SCS

 ในวิดีโอเกี่ยวกับบริษัท Saigon Cargo Services (SCS) ซึ่งเป็นหนึ่งในสองธุรกิจที่ให้บริการด้านคลังสินค้าที่สนามบิน Tan Son Nhat มีการสรุปผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 ดังนี้:


1. **รายได้**: SCS ทำรายได้สูงถึง 264 พันล้านดองเวียดนาม เพิ่มขึ้น 53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

2. **กำไรก่อนหักภาษี**: บรรลุ 213 พันล้านดอง เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

3. **การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ**: เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต

4. **การเปลี่ยนแนวโน้มการขนส่ง**: วิกฤตการขนส่งทางทะเลช่วยให้การขนส่งทางอากาศเติบโตขึ้น

5. **ลูกค้าใหม่**: การเพิ่มลูกค้าใหม่จาก Taiway ส่งผลบวกต่อปริมาณสินค้าที่ขนส่ง

6. **ปริมาณการขนส่ง**: ในไตรมาสที่ 2 ปริมาณการขนส่งสินค้ารวมอยู่ที่ 70.2 พันตัน เพิ่มขึ้น 50.4% จากช่วงเดียวกัน

7. **สถานะการเงิน**: SCS มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยไม่มีหนี้สินตั้งแต่ปี 2017 และยังมีเงินลงทุนระยะสั้นมากกว่า 700 พันล้านดอง

8. **การเก็บภาษี**: อัตราภาษีของ SCS อยู่ในช่วงการปรับลดตามกฤษฎีกาปี 2013 ซึ่งภาษีที่ต้องชำระจะเพิ่มขึ้นเป็น 10% ในปี 2023-2024

9. **คาดการณ์กำไร**: คาดว่ากำไรหลังหักภาษีจะลดลงในปีต่อๆ ไป เนื่องจากภาษีที่เพิ่มสูงขึ้น

Pre tax profit ประมาณ 700-20%=560


วิดีโอนี้สรุปผลประกอบการและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตของ SCS พร้อมทั้งเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงของภาษีในอนาคตที่จะส่งผลต่อกำไร


chatGPT

บริษัท Saigon Cargo Service Corporation (SCS) เป็นหนึ่งในสองบริษัทหลักที่ให้บริการคลังสินค้าที่สนามบินนานาชาติ Tân Sơn Nhất โดยมีศักยภาพในการขยายกำลังการขนส่งที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ในปัจจุบัน SCS ถือครอง 45% ของตลาดที่สนามบิน Tân Sơn Nhất และมีแผนจะเพิ่มกำลังการให้บริการขึ้นอีก 75% ของกำลังการปัจจุบัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถรองรับความต้องการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ【17†source】【18†source】. 


นอกจากนี้ SCS ยังมีการลงทุนพัฒนาระบบคลังสินค้าและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้สามารถรองรับสินค้าปริมาณ 300,000 ตันต่อปี โดยมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้สูงสุดถึง 350,000 ตันในอนาคต นับเป็นการขยายตัวครั้งสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถแข่งขันกับคู่แข่งหลักในอุตสาหกรรมได้【17†source】. 


Saigon Cargo Services (SCS) มีแผนขยายและเพิ่มกำลังการผลิตอย่างชัดเจนเพื่อตอบรับความต้องการในอนาคต โดยแผนงานสำคัญในอนาคตคือการลงทุนขยายกำลังการรองรับสินค้าของศูนย์กระจายสินค้า (Cargo Terminal) จากปัจจุบันที่รองรับได้ 206,000 ตันต่อปี (ปริมาณขนปี 2023)เป็น 350,000 ตันต่อปีในเฟสที่ 2 ของโครงการ นอกจากนี้ SCS ยังมีแผนสร้างคลังสินค้าภายในประเทศเพิ่มเติม และกำลังพิจารณาเข้าร่วมลงทุนในการบริหารและพัฒนาศูนย์ขนส่งสินค้าที่สนามบินนานาชาติ Long Thành ตามนโยบายของรัฐบาลเวียดนาม


การขยายกำลังการผลิตเหล่านี้จะช่วยให้ SCS รองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะที่สนามบิน Tân Sơn Nhất ซึ่งปัจจุบันมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ โดย SCS เป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่มีศักยภาพในการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 75% ของความสามารถปัจจุบัน

วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2567

TKN


TKN



SYNEX

 ฤาaiจะเป็นลมใต้ปีกของ synex : หุ้นหมีบอก EP.55


- Focus ทุกสินค้าด้วยตัวเอง จะผสม Hardware และ Software เพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้า

- ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ที่ 40000 ล้านบาท แต่ถ้าดูจากแนวโน้มมีโอกาสที่จะไปได้เกินเป้าหมาย

- เป็น Distributor ตัวแทนจำหน่ายกว่า 70 แบรนด์ โดย Vendor จะขายให้ Distributor แล้ว นำไปขายให้ร้านค้าปลีกต่อ มีลูกค้ากว่า 6000 ราย มีสติกเกอร์ Trusted By Synnex ติดไว้เพื่อเป็นการการันตีประกันให้ลูกค้า ยกเว้นสินค้า Apple ที่ไม่ได้ติดสติกเกอร์นี้ไว้

- เป็น Exclusive Distributor ของ Nintendo เนื่องจากได้รับความเชื่อใจ เพราะบางประเทศ Nintendo ขายเอง

- แบรนด์ให้ขายให้เนื่องจากมีการแข่งขันเยอะ ต้องการพัฒนาสินค้ามากกว่าโฟกัสการขาย

- มีการแยกทีมเพื่อทำแต่ละแบรนด์ ทำตั้งแต่การตลาดไปจนถึงการดูแลลูกค้า

- แบรนด์ต้องมีชื่อเสียงอยู่แล้ว หากไม่มีในไทย ก็ต้องโตมาจากต่างประเทศแล้ว

- สินค้า Apple ที่เข้ามาตอนนี้กลัวขายไม่พอ เนื่องจากปีที่แล้วทำได้ดี เลยได้โควต้าสินค้ามาขายมากขึ้น

- Huawei จะมีสินค้าใหม่ ที่สามารถตีกอล์ฟแล้วติดตามลูกได้แม่น เคยมียอดขาย 13000 ล้านบาทมาก่อนช่วงปี 2018 ปีปัจจุบันตั้งเป้า 1100 ล้าน ยอดขายลดลงเนื่องจากบริษัทไม่ส่งของมาขาย

- ร้านค้าซื้อผ่าน Distributor เนื่องจากไม่ต้องสต๊อคของเยอะ บริษัทจัดส่งของให้อย่างรวดเร็ว

- เดิมบริษัทขายอุปกรณ์ IT เช่น โน๊ตบุ๊ค หรือ PC ต่อมามีการเพิ่มสินค้าประเภทมือถือ เพิ่มเกม Console แบบ Nintendo มาด้วย ปัจจุบันเพิ่ม Commercial และ Enterprise Solution เข้ามา มีการเติบโตที่ดี

ขายสินค้าทุกชนิดของ Nintendo โดย Flagship Store จะมีทุกอย่างแบบที่ญี่ปุ่น ส่วนตามร้านปกติจะมีเครื่องและเกมขาย

- Nintendo เลือกเพราะต้องการให้ลูกค้าสัมผัสถึงประสบการณ์การเล่นเกมเหมือนในเด็กๆ ซึ่ง Synnex ตอบโจทย์ด้านนี้ได้

- จะมีการใช้ AI เพื่อการประเมินว่าควรสต๊อคสินค้าประเภทใดบ้าง

- มีบริษัทลูกที่ทำเรื่อง Cyber Security แต่ถือไว้ไม่ได้เยอะ ตอนนี้กำลังมองว่าบริษัทควรมีสินค้าประเภทนี้มากขึ้น


ภาพในอนาคต

- คาดว่าปีหน้ายังโตได้ เนื่องจาก AI เพิ่งเริ่มในไตรมาส 4 Nintendo ยังรอรุ่นใหม่ Enterprise Solution ตอนนี้เล็กมาก แต่ตลาดใหญ่มาก ยังสามารถเติบโตได้ในกลุ่มเหล่านี้

- ปีนี้เปิดตัวหลายแบรนด์มาก และปีหน้ายังมีแบรนด์ใหม่เข้ามาเสริมอีก เนื่องจากภาพลักษณ์ของบริษัทชัด ตอนนี้ต้องทำให้ Commercial และ Enterprise Solution เติบโตให้ได้

- การทำมือถือ Margin น้อย แต่ Operation น้อย ทำให้ควบคุมได้ง่าย

Enterprise Solution จะมี Margin เยอะ เนื่องจากสามารถขายได้ทั้ง Hardware และ Software การทำ Subscription ทำให้มีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง การเพิ่มแบรนด์ใหม่จะทำให้ของครบและทำให้รายได้เพิ่มขึ้นด้วย ปีนี้เพิ่งเริ่มทำการผนวกสิ่งต่างๆเพื่อให้ครบทั้ง Solution

- มีการบริหารความเสี่ยงตามเศรษฐกิจ เนื่องจากถ้าเน้นยอดขายแต่เก็บหนี้ไม่ได้ อาจจะทำให้มีปัญหา เช่น ปีนี้งานภาครัฐล่าช้า เลยทำให้มีการชะลอการขาย ถ้ามีงานภาครัฐมากขึ้น ก็จะมีการขายที่มากขึ้น

- Warehouse เป็นระบบอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่ไปดูงานที่จีน ที่มีทั้ง Robot กล้อง มาทำงานร่วมกัน ดูมีประสิทธิภาพมากขึ้นอาจมีการปรับปรุงเพิ่ม

- อาจลงทุนใน AI หรือลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ควรเกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมที่ทำอยู่แล้ว

TACC

 CV Tacc 19-9-24


สัดส่วนผู้ถือหุ้น

ผู้ถือหุ้น 13,935 ราย คุณชัชวีถือหุ้น 19.226% (As Mar2024) 

Free float 73%

ถือหุ้นในบริษัท HIP (Health Inspired Planet) สัดส่วน 90%


สัดส่วน

B2B 93% > 7-11

B2C > 7% Own brand Triva / character ต่างๆ


B2B Business

เครื่องกด jet spray 12,500 สาขา (จำนวนสาขา 7-11 14,854 สาขา ) 

All cafe 11,500 สาขา > Product หลักเช่น ชาไทย ชาเขียว ชามะนาว ชาไต้หวัน

ตู้กดร้อน 455 สาขา

เครื่องดื่มตาม seasonal เช่น ชาแอ๊ปเปิ้ล เครื่องดื่มโยเกริ์ต ลิ้นจี่เจลลี่ (all Cafe)


B2C

Triva

Product เข้า cafe ต่างๆ

กาแฟพันธุ์ไทย (1,040 สาขา) Jungle Cafe ใน Totus (1,700 สาขา) black canyon (350 สาขา) Arabitia (130 สาขา)


Financial highlights 

1Q24 - 2Q23 - 2Q24

Rev (Company) 455 - 447 -494

GPM 33.81% - 32.62% - 33.13%

Net Profit (Company) 65.64 -62.41 -73.73

Rev (Consolidate) 461 - 449 - 498

Net Profit (Consolidate) 60.38 -53.18 - 68.35


1H23 - 1H24

Revenue 823 - 965 +15%

GPM 32.09% - 33.46%

Net Profit (Company) 108.84 - 139.37 +28.05%

NPM (1H24) 14.64%

Rev (Consolidate) 827 - 956 +15.6%

Net Profit (Consolidate) 95.49 - 128.73 +34.81%


7 จ่ายตรงเวลาตลอด

Financial ratio > ทำได้มากกว่าที่ให้เป้าไว้

DE ratio 0.53

Dividend 7.48%


Strategic direction

เป้า revenue +10%

เสริมความแข็งแกร่งทั้ง B2B และ B2C

บริหารจัดการต้นทุน

ขยายฐานลูกค้าใหม่


10% มาจาก

จัด Promotion Campaign ต่างๆ เช่น ลดตามเทศกาล 1แถม1 

7-11 > counter drink jet spray เครื่องดื่มใหม่ๆ 

All cafe

เน้น delivery มากขึ้น > promotion เช่น 10 แก้วแถม 1

ขยายสาขา 7-11 ไปใน ลาว (6 สาขา) กัมพูชา (87 สาขา)


License business จับตลาด GenZ

เพิ่ม character Bellygom / OHIGE noPon 

มีลูกค้าใหม่ genZ มากขึ้น Charactor มีทั้งของเกาหลี ญี่ปุ่น ไทย US

ขยายเข้าไปขายในร้านต่างๆมากขึ้น เช่น Medium and More / BeTrend


กาแฟพันธุ์ไทยเติบโตดี ขยายสาขา 1,000+ มีแผนจะเอาเข้าตลาด


Own brand = Triva

Mou กับ Bon Cafe เน้นอาคารสำนักงาน show room โรงแรม

ขายใน Shopee Lazada Line Shopping

ร้าน BonCafe เครื่องชงเครื่องดื่มร้อน 246 เครื่อง


HIP > ไปซื้อ brand ผู้ผลิตเครื่องสำอางค์มา + อาหารเสริม 

อยู่ในช่วงศึกษา พัฒนาไป ค่อนข้างช้ากว่าที่คิด

สินค้าหลัก

Body & Skin Supplement (jelly)

Skincare

ต้องศึกษาเรื่อง online ด้วย

ช่องทางจำหน่าย Shopee Lazada Line Shopping Evenboy Watsons


Q&A

Q สัดส่วนรายได้ ของ dispenser กับ all cafe 

A ประมาณ jet spray 60% / all cafe 40%

นักท่องเที่ยว ช่วยด้วย > ทำให้ขายดีขึ้นมาก

Jet spray โตขึ้นเยอะมาก

All cafe จะโตไม่เท่า


Q Jet spray มีการไปขอให้ทาง 7-11 เค้าชงเพิ่ม มากกว่า 1 รอบมั้ย

A ปกติ เริ่มชง เที่ยงคืน 1 รอบ ถ้าหมด เช้าอาจจะชงอีกรอบ พอหลังเที่ยงก็จะไม่ได้ชงแล้ว แต่เราสามารถไป request เพิ่ม ได้


Q ต้นทุนกาแฟ

A 24% ชา 24+% ของ COGS

ที่เหลือเป็นน้ำตาล 1x% > ตุนไม่ได้

ครีมเทียม นมผง 1x%


Q ราคากาแฟแพงขึ้น > แนวโน้มเป็นขาขึ้น

A คุยราคากับ supplier ปีละ 2 รอบ

ราคาขึ้นบ้าง แต่เรามี bargaining power ระดับนึงได้

ราคาใหม่คือครึ่งปีหน้า

ราคาออกประมาณ November ซึ่งจะกระทบปีหน้า

มีเรื่อง ค่า Logistic ที่ลดลง > เราบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น


Q cost สามารถ pass through ไปให้ลูกค้าได้มั้ย

A ปีทีแล้วขึ้นราคา 3-5% ต่อรอบ

เป็นการพูดคุยกันมากกว่า

ในแง่ Raw mat เองบางตัวขึ้น บางตัวก็ลด

ปีนี้โชคดีที่ชาราคาดี

แต่โกโก้จะเป็นขาขึ้นตลอด ไม่ลดเลย


Q ทำไมอยากไปทำกลุ่ม personal care

A เน้นอาหารเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

+ เครื่องดื่ม skincare 

คิดว่าเป็นตัวเสริม มากกว่า ไม่ได้เน้นหลักมาก


Q มี know how จากธุรกิจเดิมมั้ย

A ไม่ได้ถนัด จริงๆถนัดของกินมากกว่า


Q เป้า ปีนี้ ปีหน้าวางไว้ยังไง

A พยายาม double size ในทุกปี > ธุรกิจใหม่ (HIP)


Q B2C รายได้ 3 อันดับแรก มาจากไหน

A 3 อันดับแรก พันธ์ไทย 75% รองลงมาเป็น character / ต่างประเทศ

พันธุ์ไทย มี 1,000 สาขาแล้ว

ที่ขายเป็น core menu ( Flavour หลัก )

สัดส่วน 5% ของรายได้รวม

พันธุ์ไทยขายกาแฟ 60% non coffee 40%


Q ทำไมเค้าใช้เรา

A ดี อร่อย ราคาดี


Q สินค้าคงคลัง

A ขาย 15 วัน หลักๆคือ finish goods


Q สินค้าหลักๆเราเป็นการ OEM ใช่มั้ย 

A มีเรา 1 เจ้า (ผลิตเอง) + OEM อีก 2 เจ้า ทำกันมาตั้งแต่วันแรก 1 เจ้า (23ปี) + 7 ปี 1 เจ้า

ก่อนหน้าปี 54 โตเร็วมาก คิดจะเปิดโรงงานเอง พอเกิดน้ำท่วม ( แต่เราไม่ท่วม ) 

เราได้ยอดของเจ้าอื่นมาด้วย เค้าใช้เวลาแก้ปัญหาถึง 20 เดือน

ทำให้เราเรียนรู้ว่าการเปิดโรงงานที่เดียวไม่ได้

เลยหาเจ้าที่ 2 + เราทำเองด้วย


Q product ใน jet spray ทำไมอยู่ได้ 24 ชม (Shl

A การอยู่ในตู้ โดนอากาศ ซึ่ง ดีที่สุดคือภายใน 24 ชั่วโมง


Q ทำยังไงให้ตอนน้ำใกล้หมดตู้ ดูของน้อย แล้วดูไม่น่าทานเลย เป็นฟองด้วย

A เคยพัฒนาอยู่นาน หลากหลายวิธี หลายปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนใบพัด ปั่นให้เร็วขึ้น 


Q เครื่องดื่ม seasonal ทำไมไม่ทำเรื่อยๆ จะได้รายได้ดี

A ต้องมีการแบ่งกับเจ้าอื่นด้วย ต้องแข่งขันกัน


Q การเอาสินค้าใหม่ไปขายใน 7 กับการทำสินค้าไปขายข้างนอกอันไหนง่ายกว่า

A ต้องทำทั้ง 2 ทาง + หาลูกค้าใหม่ + own brand

ใน 5 ปี เราเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

Jet spray มี correlation ที่สูงมากกับ ปริมาณคนที่เข้าร้าน 7-11

ล่าสุด traffic แตะ 1,007 คน ต่อสาขา ต่อวันเค้า expect ที่ 1,200

เชื่อว่าการเติบโตยังมีสูง > เราก็โตไปด้วย

ในอีก 5 ปียังมองว่า jet spray ยังเป็น driver ที่สำคัญ

มองหาเรื่อง MA&JV อยู่

เรา consider อย่างระมัดระวัง


Q ก่อนนี้มี own brand zenya คิดจะทำอีกมั้ย

A มี กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา


Q เกณ์ของ 7 จะวางหรือไม่วาง jet spray เป็นอย่างไร

A ดูเรื่อง space ขนาดร้าน / กลุ่มเป้าหมาย อย่าง Jet Spray จะเป็น Budget / All Cafe จะเป็นคนทำงานออฟฟิศ 


Q คัดสรรกับ All Cafe ต่างกันอย่างไร

A คัดสรร = มี bakery ด้วย ( เน้นขาย bakery )

All cafe จะขาย bakery น้อยกว่า


Q ข้อจำกัดของร้านน้ำ ทำไมเค้าไม่มีเครื่องอัตโนมัติ 

A จริงๆทุกเจ้าเป็นแบบอัตโนมัติชงอัตโนมัติหมดแล้ว แต่เค้าไม่ให้เราเห็นตอนชง


Q โถกดร้อน 455 สาขา gp ดีมั้ย

A gp > 32% แต่คิดว่าโตยาก

ราคาขายเราคือ 17 บาท 

Consumer ไม่เปลี่ยน behavior คือเค้าชอบ Nescafé มากกว่า


Q ยังไงก็จะอยู่กับ 7-11 ตลอดไป

A ใช่ แต่เราเองก็พยายาม diversify ไปทางอื่นด้วย

มีแผนเข้า บาวคาเฟ่


 

Q Hip ที่ทำอยู่นี่ปลายทางทำยังไง

A ตอนนี้ขาดทุน Q ละ 5 ล้านอยู่กำลังพยายามปรับปรุงอยู่แต่ถ้าไม่ไหวก็ออก

ในกำไรของเรา ส่วนมหญ่คือปันผล แต่เราก็ต้องมีส่วนที่เอาไป Explore ธุรกิจใหม่ๆด้วย 


Q target customer ของ Hip

A online > มีแผนเข้า 7-11


Q การบริหารงานยังไง

A ceo ให้นโยบายมา implement กันต่อ


การจะ invest เพื่ออนาคต > กระแสเงินสดที่ได้ ส่วนนึงคือเอาไปปันผล

อีกส่วนคือ capex อีกส่วน invest for the future

มีการบริหารจัดการเรื่อง risk management อยู่ทุก Q

November โรงงานเสร็จ ค่าเสื่อม 20 ปี


Q กาแหที่เราใช้เป็นตัวไหน

A หลักๆเป็นกาแฟเป็นโรบัสต้า (แพงขึ้นเยอะ) + อาราบิกา


Q การหาลูกค้าใหม่ๆ ทำยังไง

A ดูจาก potential / เรามี RD ทำ 

ทำ scenario ให้ลูกค้า ช่วยคิดว่าอะไรควรจะขายดี

คิดให้เหมาะกับ สถานที่ กลุ่มลูกค้าด้วย


Q 7-11 มีโอกาสโดนยกเลิกมั้ย

A การทำธุรกิจ ถ้าเป็น strategic partner และตอบสนองเค้าได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่เค้าจะเปลี่ยน 

คือรู้ใจกันแล้ว ราคาเราก็ดี 

แต่ก็ไม่มีอะไร 100% เราต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ทำให้ consumer ชอบ

มี scale ที่ serve 10,000+ สาขา ไม่ใช่เรื่องง่าย

เรามี barrier to entry

จริงๆมีหลายบริษัทที่พยายามเข้ามา แต่ไม่สำเร็จ

Business ถือว่าใหญ่ แต่ยังไม่ใหญ่ พอที่เค้าจะทำเอง


Q การขายหุ้นของคุณชัชวี มีผลมั้ย

A ยังบริหารอยู่เหมือนเดิม ยังมี majority อยู่

บางช่วงมีขายเพื่อไปซื้อคอนโดเพื่ออาศัย


Q license business เลือกยังไง มีเป้ายังไง

A land scape เปลี่ยนไปเยอะ แต่ปีนี้ดีมาก มีกระแส art toy เข้ามา

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2567

ONON

 เผลอแป๊ปเดียวหุ้น ONON บริษัท On Running ... น้องอรเรา $50 แล้วนะครับ YTD ขึ้นมา 90% แล้วนะ จ่อเบรก ATH


สรุปบทความที่เขียนไว้เมื่อปีที่แล้วมาให้ ใครสนใจศึกษาเพิ่มไปอ่านบทความเต็มได้ครับ


1. บริษัท On Holding ที่มีอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น ก่อตั้งเมื่อเดือน ม.ค. 2010 จากไอเดียสุดล้ำของเพื่อนนักวิ่งตัวยงทั้ง 3 ประกอบด้วย Olivier Bernhard ปัจจุบันเป็น Executive Director, David Allemann ปัจจุบันเป็น Executive Co-Chairman และ Caspar Coppetti ปัจจุบันเป็น Executive Co-Chairman ซึ่งบริษัทที่ตั้งมา 10 ปีนิดๆแต่สามารถทำ Brand โด่งดังไปทั่วโลก เข้าตลาดหุ้นได้ถือว่าเป็นคุณลักษณะที่ไม่ธรรมดาเลยครับ


2. จุดเด่นที่พา On Holding เติบโตจนเข้า IPO ได้เมื่อปี 2021 ก็คือการตั้งเป้าเป็น "The Most Premium Global Sportware Brand rooted in Innovation, design and Technogies" ตามมาด้วยกลยุทธ์การใช้เทคโนโลยีสร้างนวัตกรรมรองเท้าวิ่งเพื่อตอบสนองเหล่านักวิ่งโดยเฉพาะ แต่ก็เข้าสู่การใช้ในชีวิตประจำวันด้วยการผสมผสานดีไซน์แฟชั่นที่ยึดหลัก Minimalist ตบท้ายด้วย Origin คูลๆที่มาจาก Switzerland ธงแดงของสวิสนี่เอาไปแปะอะไรก็ดูดีพรีเมียมไปหมดครับ เอาจริงๆผมว่านวัตกรรมก็มีกันทุกแบรนด์อ่ะ แต่คนที่ทำให้ลูกค้าเข้าใจและอินกับนวัตกรรมนั้นๆได้ถึงจะเป็นผู้ชนะ ซึ่งผมรู้สึกว่า On ดูมีทรงน่าจะทำได้อยู่นะ


3. ในตอนแรก On วางตำแหน่งรองเท้าวิ่งของตัวเองไว้ในระดับ Niche และเริ่มเอียงมาเป็น Premium มากขึ้นในปี 2019 ตอนออกรองเท้า The Roger เรียกว่าใครใส่รองเท้าวิ่งแบรนด์นี้ต้องเป็นนักวิ่งตัวยงหรือไม่ก็เป็นคนที่ชอบเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ On การวางแบรนด์ในระดับนี้ได้ก็มาพร้อมการชูโรงเรื่องเทคโนโลยี CloudTec ซึ่งปัจจุบันแตกย่อยออกเป็นหลายรุ่นมากๆ


4. ไตรมาส 3/2023 มีรายได้จากรองเท้าคิดเป็นสัดส่วน 95.1% เสื้อผ้า 4.1% และ Accessories อื่นๆ 0.7% แบรนด์กีฬาที่ประสบความสำเร็จ Stage แรกที่ต้องทำคือทำให้อะไรซักอย่างเช่นรองเท้าวิ่งประสบความสำเร็จก่อน แล้วทำอย่างอื่นตามมา เช่นเสื้อ กางเกงวอร์ม กระเป๋า ในมุมนี้ถือว่า On ยังมีโอกาสในการตีตลาดอื่นๆดีอีกมาก แบรนด์ชั้นนำอย่าง Nike มีสัดส่วนเสื้อผ้าสูงถึง 28%


5. On เกิดในประเทศ Switzerland ก็จริงแต่รายโดยหลักแล้วมาจาก America ถึง 60.5% ตามด้วย Europe, Middle East และ Africa รวมกัน 19.9% ตามมาด้วย Asia-Pacific 8.7% ถ้าไปดู Journey ของ Nike จะเห็นว่ามีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯประมาณ​ 50% ที่เหลือมาจากประเทศอื่นๆ มีสัดส่วนจีน 15% On ถือว่าทำได้ดีในสหรัฐฯ ถ้าโตในประเทศอื่นๆได้แบบเดียวกับ Nike ก็น่าจะยังมี Runway ที่มากพอสมควร


6. ไตรมาส 3/2023 รายได้อยู่ที่ 480 Million CHF เพิ่มขึ้น 46.5% (YoY) แผ่วลงจากที่ผ่านมา และไตรมาสนี้มีเหตุการณ์พิเศษคือลูกค้า Wholesale สั่งของเร็วกว่าปกติ (ดึงเอายอด 4Q มาด้วย) เลยทำให้เป็น 3Q ที่โตมากผิดปกติ และ 4Q จะอ่อนตัวกว่าปกติ หุ้นเลยปรับฐานลงมาในระยะสั้น ซึ่งอาจเป็นโอกาสในระยะยาว


7. Gross Profit Margin (GPM) อยู่ที่ 59.9% ถือว่าสูงกว่าคู่แข่งอาจจะด้วยความ Positioning ตัวเองเป็น Premium ของ On และสัดส่วนเสื้อผ้าที่ยังน้อย ถ้าเทียบ Gross Profit Margin กับคู่แข่งร่วมวงการจะประมาณนี้ ไตรมาส 2/2023 ที่ผ่านมา Nike อยู่ที่ 43.63%, Adidas อยู่ที่ 50.87%, Puma อยู่ที่ 46.65%, Under Armour อยู่ที่ 46.15% บริษัทตั้งเป้าระยะยาวคือ GPM มากกว่า 60%+ เชื่อว่าทำได้แต่จะทำได้ต่อเนื่องแค่ไหนและสูงแค่ไหนต้องตามดู


8. ระยะยาว On ตั้งเป้ารายได้ปี 2026 ที่ 3.55 Billion CHF (4 Billion USD) หรือราวๆ 2 เท่าของเป้ารายได้ปี 2023 ที่ 1.76 Billion CHF ส่วนหลังจากนั้นจะโตราวๆ 20-25% ต่อปี ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่สูง ถามว่ามีโอกาสทำได้ไหม? ก็มีโอกาสอยู่ รายได้ Nike อยู่ที่ 48 Billion USD รายได้ของ On ณ.ปัจจุบันอยู่ที่ราวๆ 1.7 Billion ไม่ถึง 5% ของ Nike ... On ไม่จำเป็นต้องไปฆ่า Nike หรือ Adidas สามารถเก็บ Market share จากแบรนด์อื่นๆที่ไม่แข็งแกร่งได้ คือตลาดมันใหญ่มากประเด็นน่าจะอยู่ที่ On จะทำยังไงมากกว่า


9. ในปี 2025 ระบบ Warehouse Automation ที่ On implement ไว้จะเสร็จสมบูรณ์และทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง กำไรดีขึ้นอีก


10. ณ.ปัจจุบัน On Holding ถือว่ามีความเป็นผู้นำในกลุ่ม Premium โดยในหลายๆประเทศที่ On ทำได้ดี บริษัทจะติดอันดับ 1 ใน 3 ของแบรนด์รองเท้าวิ่งในประเทศนั้นๆเลยทีเดียว On ต้องรักษา Momentum ในเชิง Performance และ Marketing ให้ได้ ไม่งั้นแล้วจะสูญเสียความได้เปรียบจากความ  Premium ที่ทำให้ตั้งราคาสูง ขายสินค้าเต็มราคา จนเห็นผลลัพธ์จาก Gross Profit Margin ที่สูงกว่าคู่แข่งขนาดใหญ่


11. On IPO ที่ราคา 24 ดอลลาร์ หุ้นขึ้นไปที่ 55 ดอลลาร์ในปี 2021 หลัง IPO แต่หลังจากนั้นหุ้นรูดลงยาวๆต่ำสุดที่ระดับ 15 ดอลลาร์ ลดลงจาก IPO 37% ปัจจุบันหุ้นอยู่ที่ราคา 27 ดอลลาร์ สูงกว่า IPO เล็กน้อยก็ถือว่าราคาไม่ได้ไปไหนมากนัก Market cap ณ.วันที่ 20 พฤศจิกายน 2023 อยู่ที่ 8.7 Billion USD เทียบกับ Nike ที่ Market cap 161 Billion Lululemon 53 Billion Adidas 35 Billion Decker 16 Billion Puma 8 Billion Li Ning 7.8 Billion ถ้า On สามารถโตได้อย่างต่อเนื่องโอกาสเป็น Nike หรือ Lululemon #2 ก็มีอยู่ (แต่ถ้าโตไม่ได้โอกาสเป็น Puma ก็มีเช่นกัน !!!)


12. On ได้ Roger Federer เข้ามาร่วมงานกับบริษัทในฐานะ Presenter และผู้ถือหุ้นที่ปัจจุบันถืออยู่ประมาณ 3% ดีลนี้ทำให้ On สามารถบุกตลาดรองเท้าเทนนิสได้ทันที รวมถึงสิ่งที่คนอาจมองข้ามคือเทนนิสเป็นกีฬาที่มีอิทธิพลกับการแต่งตัวและ Lifestyle สูงมากๆนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเสื้อจนไปถึงรองเท้า Lifestyle ยกตัวอย่างเช่น Lacoste ที่เป็นแบรนด์ที่เกิดมาจากนักกีฬา Tennis เช่นกันคือ Rene Lacoste


อ่านบทความเต็มใน Comment ครับ

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2567

DIY

 ✅ ประเด็นสำคัญของบริษัท MR. D.I.Y. (ประเทศไทย)


- ประกอบธุรกิจร้านค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้า Lifestyle โดยมีสินค้ากว่า 18,000 SKUs 


- เปิดสาขาแรกในประเทศไทย ปี พ.ศ.2559 และ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 มีสาขาทั้งหมด 802 สาขา โดยแบ่งเป็น Standalone 529 สาขา และสาขาในศูนย์การค้า 273 สาขา


- กลยุทธ์หลักคือการขายสินค้า White-label ภายใต้แบรนด์ DIY เอง โดยสัดส่วนรายได้มาจากสินค้า White-label กว่า 44% 


- มี Supplier กว่า 1,000 ราย เป็น Supplier ในประเทศ 360 ราย ที่เหลือเป็น Supplier จากจีน


- Q2 และ Q4 เป็น High season ของบริษัท เนื่องจากเป็นช่วงที่นักเรียนเปิดเทอม และช่วงคริสมาสต์/เทศกาลปีใหม่ 


- สัดส่วนรายได้ H1 : H2 = 45% : 55% 


- Market size ของอุตสาหกรรมค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้า Lifestyle ปี 2566 = 1.73 แสนล้านบาท / ปี 2567 (E) = 1.83 แสนล้าน / ปี 2571 (E) = 2.33 แสนล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 6.1% CAGR (ตั้งแต่ปี 2567-2571) อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของ Frost & Sullivan 


- หากเจาะรายละเอียดของ Market size สามารถแยกได้เป็น 2 ส่วน คือ 1. ร้านค้าอิสระ และ 2. ร้านค้าแบบ Chain store 


ในปี 2566 สัดส่วนของร้านค้า Chain store มีสัดส่วนเพียง 21% ของตลาดรวม แต่ในปี 2571 (E) จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นสูงขึ้นเป็น 34% ของตลาดรวม หมายความว่า Market size ในส่วนของร้านค้าแบบ Chain store จะมีการเติบโตระดับ 17.3% CAGR หรือสูงกว่าตลาดรวมเกือบ 3 เท่าตัว 


- Market share ของ MR. D.I.Y. เมื่อเทียบกับขนาดตลาดของร้านค้า Chain store 

ปี 2561 = 11.9%

ปี 2562 = 17.1%

ปี 2563 = 21.7%

ปี 2564 = 27.5%

ปี 2565 = 32.4%

ปี 2566 = 35.6%


- รายได้ต่อ ตร.ม. ของสาขาในศูนย์การค้า 

ปี 2564 = 2,443 บาท 

ปี 2565 = 2,692 บาท 

ปี 2566 = 2,640 บาท 

H1/67 = 2,649 บาท 


- รายได้ต่อ ตร.ม. ของสาขา Standalone 

ปี 2564 = 2,438 บาท 

ปี 2565 = 2,225 บาท 

ปี 2566 = 2,166 บาท 

H1/67 = 2,199 บาท 


- ค่าเช่าต่อ ตร.ม. ของสาขา Standalone ถูกกว่าในศูนย์การค้าราว 53.5%


- รายได้จากการขาย

ปี 2564 = 7,183 ลบ.

ปี 2565 = 9,926 ลบ.

ปี 2566 = 12,805 ลบ.

H1/66 = 5,891 ลบ.

H1/67 = 7,556 ลบ.


- อัตรากำไรขั้นต้น หรือ %GPM

ปี 2564 = 45.5%

ปี 2565 = 45.8%

ปี 2566 = 48.5%

H1/66 = 48.1%

H1/67 = 49.8%


- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร หรือ SG&A to sales

ปี 2564 = 28.6%

ปี 2565 = 30.5%

ปี 2566 = 32.1%

H1/66 = 31.9%

H1/67 = 33.9%


- กำไรสุทธิ (%NPM)

ปี 2564 = 836 ลบ. (11.6%)

ปี 2565 = 1,051 ลบ. (10.6%)

ปี 2566 = 1,381 ลบ. (10.8%)

H1/66 = 630 ลบ. (10.8%) 

H1/67 = 794 ลบ. (10.5%) 


- SSSG 

ปี 2564 = 2.9%

ปี 2565 = 6.2%

ปี 2566 = 1.5%

H1/67 = 3.3%


- CAPEX ต่อสาขา (ไม่รวม inventory) 

ปี 2564 = 4.3 ลบ. 

ปี 2565 = 4.8 ลบ.

ปี 2566 = 4.7 ลบ.

H1/67 = 4 ลบ. 


- ยอดขายต่อบิลเฉลี่ย

ปี 2564 = 172 บาท

ปี 2565 = 168 บาท

ปี 2566 = 165 บาท

H1/67 = 162 บาท 


- แผนการขยายสาขาต่อจากนี้ (ณ 30 มิถุนายน 2567 มีทั้งหมด 802 สาขา)

H2/67 = 133 สาขา

ปี 2568 = 200 สาขา

ปี 2569 = 210 สาขา


- โครงสร้างต้นทุนเป็นค่าสินค้า 60-65% / ค่าเสื่อมราคา 15% / ค่าพนักงาน 10-15% 


- สินทรัพย์รวม 13,126 ลบ. แบ่งเป็นสินทรัพย์สิทธิการใช้ 42% / สินค้าคงเหลือ 31% / ส่วนปรับปรุงสินทรัพย์เช่าและอุปกรณ์ 16% 


- หนี้สิน 9,391 ลบ. แบ่งเป็นหนี้สินตามสัญญาเช่า 62% / เป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน 24% / เจ้าหนีเการค้า 9% 


- D/E ratio = 2.5 เท่า และ IBD/E = 0.59 เท่า 


- จำนวนหุ้นเดิมก่อน IPO = 5,597.1 ล้านหุ้น หลัง IPO = 6,017.1 ล้านหุ้น เป็นการออกหุ้นใหม่ 420 ล้านหุ้น และเจ้าของเดิมขายออกมา 561.48 ล้านหุ้น 


- เงินปันผลจ่าย (%Payout ratio)

ปี 2564 = 45.3 ลบ. (5.4%)

ปี 2565 = 47.5 ลบ. (4.5%)

ปี 2566 = 2,540.2 ลบ. (184%)

H1/67 = 649.4 ลบ. (82%) 


หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ 😊


#MoneyChamp

SVI

สงสัย SVI ทำไมกลายเป็นหุ้นหน้า B ตลอด
(ใครทันยุคเทปคลาสเซ็ทน่าจะเข้าใจเพลงหน้า 😎

โบรคไม่ค่อย cover บทวิเคราะห์ก็น้อย
แถมบางทีเวลาบาทอ่อน
พี่แกแนะนำกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
แต่ SVI ไม่ติดในลิสต์แทบทุกครั้ง

ขนาดในห้อง Thaivi กลายเป็นห้องที่ร้างนานๆคุยกันที
งบออกยังไม่มีใครแปะผลประกอบการเลย😭

ถ้ามาดูตัวเลขหลายๆตัวที่เกี่ยวกับ SVI น่าสนใจหลายตัว

✅รอบอิเล็กทรอนิกส์ฟื้นตัว
ปี 2022 กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ของ SVI (Axis communications) มีคำสั่งซื้อ Network camera 
จำนวนมาก และมีคำสั่งซื้อเกี่ยวกับ Bitcoin mining
จากลูกค้าจีนเข้ามา ชุดใหญ่

และทำให้ปี 2022 รายได้ของ SVI ทำ All time high
ที่ 740 ล้านเหรียญ หุ้นก็ไปทำ high แถวๆ 12 บาท
ตอนนั้นกาวกันจะไป 1000 ล้านเหรียญ😨

ปี 2023 เกิดภาวะ Destocking ของกลุ่ม Axis communications ทำให้ลูกค้าชะลอสั่งซื้อเพืีอเคลียร์
สินค้า และลูกค้า Bitcoin mining คำสั่งซื้อหายหมด
ทำให้ รายได้ปีนั้นหายไปเหลือ แค่ 655 ล้านเหรียญ
หุ้นมาทำ low รอบนี้ แถวๆ 6 บาท

แต่ถ้าเราไล่ Track ข้อมูลย้อนหลังของ Axis
จะพบว่า ปัญหา Destocking จบแล้ว

คอนเฟิร์มด้วยยอดขายnetwork camera Q1 Q2 2024
ของกลุ่ม Canon(บ.แม่ของ Axis )กลับมาฟื้นตัว
และ Canon ปรับประมาณการ ยอดขาย Network camera โตเป็น 16% จากปี 2023
และโต 25% จากปี 2022 (สูงกว่าปีที่ SVI ทำ highอีก)

ยอดขายจากลูกค้า Bitcoin mining กลับมาอีกครั้งในปีนี้
(จริงๆไม่ค่อยชอบลูกค้ารายนี้เท่าไหร่มันมาๆ หายๆ
คิดว่าเป็น โบนัสแล้วกัน)

บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
กลุ่ม EMS อย่าง Plaxus ปรับประมาณการรายได้ปีนี้
คอนเฟิร์มเรื่อง bottom out ของ รอบขาลงของธุรกิจ EMS

✅รอบจาก การย้ายฐาน ปัญหา จีน-อเมริกา
โรงงาน OEM ถ้า cap เต็ม มันก็ไม่มีประโยชน์แต่
SVI ขยายโรงงานรอที่ กัมพูชา 25,000 sqm
ขยาย โรงงานรอที่ สโลวเกีย 4000 sqm

กลายเป็นว่า SVI มีข้อได้เปรียบเรื่องภูมิศาสตร์
อยากผลิตที่ไหน สิทธิ์ทางภาษี ส่ง อเมริกา ส่งยุโรปไหม 
เรามีกัมพูชา

อยากกลับไปผลิตที่ยุโรปไหม เรามี 
ออสเตรียกับสโลวเกีย

SVI หวังจากลูกค้าใหม่กลุ่มนี้ 140 ล้านเหรียญ
แต่มีโอกาสพัฒนาเป็น 300 ล้านเหรียญ
(โต 50% จากยอดเดิม และตั้งเป้าจะไปที่ 1000 ล้านเหรียญ ในอนาคต รอบนี้ไม่น่าจะกาวนะ เพราะเราก็เห็นอยู่ว่า ย้ายฐานกันจริงจัง)

ปัญหาบาทแข็งที่อยู่ๆก็กลับมาแข็งเร็วมาก
และเป็นตัวกดดัน
ให้กลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ไปไหนในช่วงนี้
แต่อย่าลืมเราอยู่ในประเทศที่ เครื่องยนต์หลัก 
คือการท่องเที่ยวและส่งออก และมีหนี้ครัวเรือนที่สูง

ถ้าเราเป็นผู้มีอำนาจในรัฐบาล และอยากให้ประเทศฟื้น
เราอยากให้บาทแข็งหรืออ่อน?

สุดท้าย Q1 Q2 ที่ผ่านมา แม้จะเป็น low season ของ SVI
แต่ผลประกอบการยัง Beating ได้ทุกคาดการณ์
แล้ว 2H2024 ที่โบรคคาดว่าจะฟื้นหละ?? จะ Beating อีกไหม🤭

ความเสี่ยง : ข้อความที่ท่านกำลังอ่าน มาจากคนที่มีหุ้นและไบแอสขั้นสุดแถมกาวเล็กๆ ถ้าไม่กรองข้อมูลก่อนนั่นแหละ โคตรเสี่ยง ครับ 😅

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2567

ULTA

 Ulta Beauty Investment (ULTA)


1 ผมเพิ่งตั้งซื้อราคาเปิดหุ้น Ulta Beauty แถวๆ $370 ต่อหุ้นไปประมาณ 10 ล้านบาท เขียนแชร์เป็นประสบการณ์ อาจจะถูกหรือผิด อนาคตจะเฉลยเอง


2 ผมตามหุ้นตัวนี้มานานมากแล้ว แต่พอเป็นหุ้นต่างประเทศจึงไม่กล้าซื้อ ที่ซื้อเพราะเคาะตามปู่ Warren 555 ซื้อตามเซียนเหมือนกัน


3 ราคาหุ้น Ulta ขายอยู่ที่ trailing PE 14 เท่า 5 ปีที่ผ่านมาออก sideways ไม่ไปไหน YTD ยังติดลบ


4 เดาว่า นลท เมกากลัว amazon beauty จะเป็น winner take most เลยกลัว Ulta จะสู้ไม่ได้


5 ดังนั้น ถ้าจะซื้อต้องคิดต่างจาก Wall street ผมเดาว่าเรากำลังอยู่ในช่วงที่ affordable luxury cosmetics กำลังเบ่งบาน มี brand ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทุกแบรนด์เกิดจาก social media ขาย online ก่อน แล้วจึงเข้า off line ต่างก็ต้องการ Ulta เป็น launching pad


6 สินค้า cosmetics ผมเดาว่าผู้ซื้อจำนวนนึงยังอยากเข้ามาที่ร้านที่มีสินค้าเยอะๆ ครอบคลุมหลายๆ แบรนด์แบบ EveandBoy ในไทย คงไม่ไปซื้อ online ที่ amazon หมด


7 Ulta ก็ทำ Omnichannel ขาย online ได้ด้วยเหมือนกัน อนาคต Omnichannel น่าจะดีกว่า online only ในไทย Konvy ก็พยายามเปิด found&found เป็น offline offering ด้วย


8 สำหรับแบรนด์เองก็อยากจะขายหลายช่องทาง ไม่พึ่งพิง amazon มากเกินไป Ulta น่าจะยังเป็น outlet ที่สำคัญให้ผู้บริโภคเห็นสินค้า ได้ทดลองสินค้าใหม่ๆ ที่เดี๋ยวนี้ออกใหม่แทบทุกสัปดาห์ในตลาดบ้านเรา


9 การลงทุนคือการคาดการณ์อนาคต Ulta ราคาแถวนี้ก็ไม่ถือว่าแพง ผมขอตามปู่ Warren ไม่แน่ใจว่าคิดถูกมั้ย ถ้าถูกอาจจะได้ 10 เด้ง ถ้าผิดคงขาดทุนไม่มาก ผิดถูกยังไง time will tell


10 อันนี้เป็นการแชร์ประสบการณ์ วิธีคิด ไม่ได้เชียร์ ถ้าซื้อตามแล้วขาดทุน ไปด่าปู่ อย่ามาแซะผมนะครับ 555

บทความ2

 คลิปนี้อจ.ดาโมดารันมาพูดเรื่อง AI กับการลงทุนครับ 

AI จะทดแทนนักลงทุนได้หรือไม่? ผมสรุปมาให้คร่าวๆใครสนใจดูเพิ่มเติมในเม้นท์นะครับ


1. Rule based vs Principal based

ถ้าเป็น Rule based AI จะสามารถทำได้ดี เพราะปัจจัยและกฏต่างๆในการลงทุนชัดเจน

Principal based จะยากกว่า เพราะมีหลักการที่ชัดเจนแต่บางครั้ง Mechanic การลงทุนแตกต่างและมี Dynamic มากกว่าแบบ Rule based 

ยกตัวอย่างเช่น AI จะลงทุนตาม Rule 100% แน่ๆ แต่มนุษย์บางครั้งจะมีการ Take shortcut ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หรือใช้ทางลัดและก้าวข้ามกฏบางอย่างไป


2. คนมี Bias AI ก็มี Bias เช่นกัน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI มีการยอมรับว่า AI ของตนเองไม่ได้เป็นกลาง และที่ต้องยอมรับเพราะใน Code ของ AI มีการใส่ Bias Behavior เข้าไปด้วย (อันนี้ผมเดาว่าน่าจะเป็นที่ Elon Musk เคยบ่นว่า AI ของบางบริษัทเป็น Woke AI ไม่ใช่ Truth AI)


3. มนุษย์สร้างภาพลวงตาให้ตัวเองบ่อยๆ เพื่อให้ตัวเองคิดว่าเป็นกลางแต่จริงๆแล้วการสร้างภาพลวงตาบนหลักการก็คือ Bias ประเภทหนึ่ง แต่ข้อดีคือการสร้างภาพลวงตาให้ตัวเองแบบนี้เป็นสิ่งที่ AI ทำได้ยาก (คนละแบบกันกับ AI Hallucination) 


4. Generalist vs Specialist Generalist มักมีมุมมองที่กว้างกว่า ทำให้ได้เปรียบ Specialist ในบางเรื่องที่มักจะเห็นสิ่งต่างๆแค่ Dimension เดียว ซึ่งอาจถูกทดแทนด้วย AI ได้ง่ายกว่า


5. ปัจจุบันนี้เรามีศักยภาพในการเข้าถึงข้อมูลมากกว่าในอดีตเยอะ อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆก็ทันสมัยกว่าแต่ก่อนมาก แต่อจ.ดาโมดารันมองว่าคุณภาพของการวิเคราะห์กับลดลงในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา


6. ในช่วงหลังๆมนุษย์เราใช้ Reasoning ในการหาคำตอบน้อยลง เพราะสงสัยอะไร จะไม่ค่อยคิดแล้ว เปิด Google Search อย่างเดียว ในระยะยาวศักยภาพในการใช้เหตุผล หรือ Reasoning ของมนุษย์จะลดลงเรื่อยๆ


7. ที่เป็นแบบนั้นเพราะคนส่วนใหญ่กลายเป็น Excel Ninjas (อารมณ์คนที่ใช้ตัวเลขเพียวๆ) และอิงกับตัวเลขมากเกินไปจนลืมคิดถึงเหตุผลและ Story ที่สร้างตัวเลขเหล่านั้น 


8. มนุษย์มีสมอง 2 ฝั่ง ฝั่งซ้ายใช้คิดเรื่อง Logic ฝั่งขวาคิดเรื่อง Story คนส่วนใหญ่ตอนนี้ใช้สมองฝั่งเดียวในการลงทุนคือฝั่งซ้าย ส่วนคนที่อยู่ใน Silicon Valley บางทีก็ใช้สมองฝั่งขวามากไป (อารมณ์ Story สวยหรู แต่ตัวเลขไม่ได้ 555)


9. ความแตกต่างระหว่าง Story กับ Fairy tales คือ Story ที่ดีจะเชื่อมโยงกับตัวเลข ถ้าเชื่อมโยงไม่ได้หรือไปคนละทาง Story นั้นอาจจะเป็น Fairy tales


10. Empty Mind is a Devil's workshop การไม่คิดตลอดเวลาและปล่อยให้จิตใจว่าง จะทำให้จิตของเรามีพลังในการคิดและสร้างสรรค์ได้มากกว่า (อันนี้ถ้าตามหลักของการทำสมาธิคือการมีจิตที่แหลมคม จิตที่ผ่องใส จะทำงานอะไรก็ทำได้ดีกว่า) 


11. พวก Aha Moment มักจะมาตอนที่จิตในว่างเปล่า (ยกตัวอย่างตอนนี้ Apple ตกใส่หัว Galileo แล้วคิดทฤษฎีแรงโน้มถ่วงได้ (คือถ้ามาตอนจิตใจกำลังสับสนอาจจะแค่ด่า Apple แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น)


13. หลังหิมะตกหนัก Value Investor คือคนที่ออกไปเคลียร์หิมะออกจากทางเดินหน้าบ้าน มีเหตุมีผลแบบสุดๆ ส่วน Growth Investor เหมือนเด็กๆที่วิ่งออกไปเล่นหิมะปั้น Snowman มีจินตนาการสุดๆ อจ.เองก็ไม่มีคำตอบเหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วใครจะได้เปรียบใครมากกว่า


14. มนุษย์ส่วนใหญ่มักจะประเมินมูลค่าโดยมองข้ามหายนะระดับ (Catastrophe) เพราะถ้าหายนะครั้งใหญ่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เราทำอยู่ ก็คงไม่ Matter แล้ว .... เพราะถ้าอุกบาตชนโลก หุ้นจะขึ้นหรือลงเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญแล้ว เช่นคงไม่มีใครซื้อบ้านริมทะเล แล้ว Priced in ความเสี่ยงของ Tsunami เข้าไป ดังนั้นความ Irrational หรือไม่มีเหตุมีผลอยู่ในสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันอยู่แล้ว


15. Google Search ทำให้คนมีศักยภาพในการคิดหาเหตุผลน้อยลง Smartphone ทำให้คนแทบไม่มีเวลาที่จะมีจิตที่ว่างเปล่า GPS ทำให้คนอ่านแผนที่ไม่เป็นแล้ว สุดท้ายต้องพึ่งพิง กับ Technology เหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเราทำงานแบบ Specialized มากเท่าไหร่เรามักจะมองมุมเดียว เราจะมีเหตุมีผลน้อยลงเรื่อยๆ มีเวลาน้อยลงเพราะใช้เวลากับ Smartphone มาก ทั้งหมดทั้งปวงนี้ยิ่งจะทำให้คนต้องพึ่งพิงกับเทคโนโลยีมากขึ้นไปอีก


16. แล้วทีนี้จะทำยังไงไม่ให้เทคโนโลยีหรือ Bots มาแย่งงานเราไป?

สร้างผลงานในพื้นที่ Private ไม่ให้โดน Bots ขโมยไป แต่ก็ไม่ 100% Bots ก็สามารถเอา Action ของเราไป Reverse Engineer เหตุผลเบื้องหลังได้

System Protection ทำงานในที่ๆมีระบบในการป้องกัน Know how ของคุณเช่น การจะประเมินมูลค่าบ้านคุณต้องมีใบอนุญาติในการประเมินมูลค่า ต่อให้ Bots ประเมินมูลค่าได้ แต่คุณมี System / Regulation บางอย่าง ในการปกป้องคุณอยู่ คุณก็จะรอด

สร้าง Moat ของตัวคุณเอง ทำสิ่งที่ Bots ทำไม่ได้ สร้าง Niche ที่เป็นของตัวคุณขึ้นมา Specialize ใน Multiple Domain -> เป็นแนวๆ Expert Generalist

MNSO

 Miniso Group Q2 2024 Earnings Summary

============================

.

**Miniso Group Holding Limited (MNSO) รายงานผลประกอบการที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยรายงาน EPS ที่ปรับปรุงแล้วที่ 0.28 ดอลลาร์ และรายได้ 555.3 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน**

.

Financial Highlights:

-----------------------

* รายได้รวมสำหรับไตรมาส 2 ปี 2024 อยู่ที่ 4,035.2 ล้านหยวน (555.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 24.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน รายได้ครึ่งปีแรกของปี 2024 อยู่ที่ 7,758.7 ล้านหยวน (1,067.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน

.

* กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 36.9% ในไตรมาส 2 ปี 2024 โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 43.9% กำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วสำหรับครึ่งปีแรกของปี 2024 เพิ่มขึ้น 17.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน

.

* Miniso เพิ่มสาขาใหม่สุทธิ 266 สาขาในตลาดต่างประเทศในครึ่งปีแรกของปี 2024 ทำให้มีจำนวนสาขาทั่วโลกรวม 6,868 สาขา

.

* เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานเพิ่มขึ้น 4.9% เป็น 1,293.8 ล้านหยวน (178.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2024

.

Key Q&A Takeaways:

---------------------------

1. นักวิเคราะห์แสดงความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ภายในประเทศจีนที่อ่อนแอ ผู้บริหารยอมรับถึงความท้าทายนี้ แต่ยังคงมั่นใจว่าจะสามารถรักษายอดขายเทียบเท่าสาขาเดิมให้อยู่เหนือ 97% นับตั้งแต่ต้นปีและบรรลุการเติบโต 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อนสำหรับทั้งปี

.

2. มีความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่าย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ผู้บริหารระบุว่าเป็นผลมาจากการลงทุนในร้านค้า DTC และคาดว่าอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะลดลงในครึ่งหลังของปี 2024 เมื่อเกิดการประหยัดต่อขนาด

.

3. สหรัฐฯ เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ โดยมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนสาขาเป็นสองเท่าภายในสิ้นปีนี้ ผู้บริหารเน้นย้ำถึงการเติบโตของยอดขายเทียบเท่าสาขาเดิมที่แข็งแกร่งและวางแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพในตลาดนี้ต่อไป

.

Key Risks and Challenges:

----------------------------

* ความท้าทายที่ดำเนินอยู่ในตลาดผู้บริโภคจีนและต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเติบโตและความสามารถในการทำกำไรของ Miniso

.

* การรักษาอัตราการขยายตัวในปัจจุบันและการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตในระยะยาว

.

Forward-Looking Guidance:

---------------------------------

* ผู้บริหารยืนยันการคาดการณ์การเติบโตของรายได้ที่ 20-30% เมื่อเทียบกับปีก่อนสำหรับปี 2024 เต็ม

.

* เป้าหมายกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วยังคงอยู่ที่ 2.8 พันล้านหยวนหรือสูงกว่า

.

Sentiment Analysis:

----------------------

ความรู้สึกโดยรวมเกี่ยวกับผลประกอบการมีความระมัดระวังในเชิงบวก แม้ว่านักวิเคราะห์จะยอมรับถึงผลการดำเนินงานทางการเงินที่แข็งแกร่งและแนวโน้มการเติบโต แต่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของการเติบโตและผลกระทบจากความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาค

.

Market Reaction:

---------------------

ราคาหุ้นของ Miniso ตอบสนองในเชิงบวกต่อผลประกอบการ โดยเพิ่มขึ้น 2.02% หลังจากการประกาศผล การเคลื่อนไหวในเชิงบวกนี้ ประกอบกับการเพิ่มขึ้น 6.25% ก่อนการประกาศผลประกอบการ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีมุมมองที่เป็นบวกต่ออนาคตของบริษัท

.

Analyst Response:

-------------------

นักวิเคราะห์ยังคงให้คำแนะนำ "Outperform" สำหรับ Miniso โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยในอีก 12 เดือนที่ 29.49 ดอลลาร์ ค่าประมาณ GF Value ที่ 29.79 ดอลลาร์ยิ่งสนับสนุนมุมมองเชิงบวกนี้ แม้ว่าไม่มีข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับการดำเนินการของนักวิเคราะห์หลังจากการประกาศผลประกอบการ แต่ความรู้สึกโดยรวมดูเหมือนจะเป็นไปในเชิงบวก

.

Key Conclusion:

-------------------

ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2024 ของ Miniso แสดงให้เห็นถึงการดำเนินกลยุทธ์การเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ แม้ว่าจะยังคงมีความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคและแรงกดดันด้านต้นทุน แต่การมุ่งเน้นด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์ทำให้บริษัทอยู่ในตำแหน่งที่ดีสำหรับความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง การตอบสนองของตลาดในเชิงบวกและความรู้สึกของนักวิเคราะห์ยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับมุมมองที่เป็นบวกต่ออนาคตของ Miniso

รวมบทความ น่าอ่าน

 หลักการวิเคราะห์หุ้น ในความคิดของ น้องอ๋อง ปรัชญา เตียวเจริญ ในงาน SkillLane


1.รายได้บริษัทที่ลงทุนโตจากอะไร TAM โตจากอะไร  

ตัวอย่าง ตอนปี2000  นักท่องเที่ยวแค่ 10 ล้านคน 

เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ให้ความเห็นว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มอีกหลายเท่าตัว หลังจากนั้น เพิ่มเป็น 4เท่า ฝรั่งเศส 80ล้านคน มีพื้นที่ 5แสนตรม เท่าไทย

ฝรั่งเศสมีสิ่งปลูกสร้างเยอะ ดึงคนไปเที่ยวเยอะ  


2,รายได้โต ใช้capex มากหรือน้อย 

ถ้าโตด้วยlow capex เช่น เพิ่มยอดขายโดยลงทุนน้อยมาก ถือว่าok

Growth with low marginal cost


3.คุณภาพและรายได้ กำไรเดิม solidไหม 

เช่น บริษัทที่ขายของตกแต่งบ้าน ก่อนหน้าเอาชนะโดยกินแชร์จาก traditional trade

วันนี้อาจจะโดน ที่แกร่งกว่าเดิม มาแย่งตลาดไป  

สิ่งที่เขาพูดว่ารายได้ กำไรโต มันsolidไหม ต้องคิดต่อ


4.Value Proposition ของมันคืออะไร 

ตัวอย่างเช่น  ร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย value of proposition คือเข้าถึงง่าย และต่างจากเจ้าที่มาจากญี่ปุ่นอีกเจ้าอย่างไร


5.Switching cost  

เช่น มือถือค่ายผลไม้ จ่ายค่าใช้ cloud จะย้ายไปอีกค่ายก็ยากขึ้น เพราะมีข้อมูลอยู่cluodแล้ว


6.Scale economies มีตัวอย่างในสไลด์ ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจเทคโนโลยี 

ธุรกิจเครื่องสำอาง อะไรเป็นfactorที่ฉีกจากคู่แข่ง ทิ้งคู่แข่งไปเลย ยังหาคำตอบไม่ได้

น้ำหอมจากยี่ห้อแบรนด์ดัง ก็เป็นscale economiesอยู่ จากกระเป๋ามาน้ำหอม


7.%GPM ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

GPยืนได้ไหม ถ้ายอมลด เพื่อให้ได้ยอดโต แต่มีไม่กี่บริษัทในไทย ที่ยอดขายเพิ่ม GPไม่ลดด้วย ใน10ปี

อย่าดูNPM เพราะผู้บริหารอาจเลื่อนการลงค่าใช้จ่ายด้วย


8.เราในฐานะนักลงทุน  เรามองเห็นธุรกิจนี้ในปลายทางคราวๆอย่างไร 

อาจจะมาจากเราวิเคราะห์รวมถึงได้พูดคุยกับผบหด้วยครับ


เล่าสั้นๆ
ศิลปะการมองขนาดตลาด
.
Total Addressable Market หรือที่มักเรียกกันว่า "TAM" คือ ขนาดตลาดทั้งหมดที่กิจการจะเกิดการขายสินค้าหรือบริการได้ หากกิจการครองตลาดได้ 100% จะมียอดขายเท่ากับ TAM เช่น TAM ของบริษัทรถยนต์ EV ใดๆอาจจะเป็นมูลค่าตลาดรถยนต์ทั่วโลก เป็นต้น
.
สำหรับนักลงทุนการเข้าใจข้อมูลขนาดตลาดของหุ้นตัวใดๆนั้นมีความสำคัญ เพราะ จะช่วยในการวิเคราะห์ศักยภาพในการเติบโตของตลาดและยอดขายของกิจการ ทั้งหมดส่งผลต่อการประเมินมูลค่ากิจการในอนาคต
.
การค้นหาตัวเลข TAM จากช่องทางต่างๆในยุค Digital แบบปัจจุบันนี้ทำได้ไม่ยากเลย แต่การมองขนาดตลาดเป็นที่แท้จริงนั้นเป็น "ศิลปะ" เพราะ ข้อมูล TAM ที่คุณได้รับมา ไม่ว่าแหล่งข้อมูลนั้นจะน่าเชื่อถือแค่ไหน "ไม่เคยเป็นตัวเลขขนาดตลาดที่แท้จริง" (โดยเฉพาะข้อมูลจากทางบริษัท) เพราะ มันเกิดจากการทำวิจัยตลาดที่ต้องการตั้งสมมติฐานมากมาย ดังนั้น เป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่ประเมินขนาดตลาดที่แท้จริงผ่าน Sense ทางตัวเลข
.
นอกจากนี้แท้จริงแล้วในโลกแห่งการแข่งขัน ไม่มีกิจการใดในโลกที่สามารถครอบครอง TAM ได้ 100% แต่ตลาดอาจจะเป็นเพียงบางส่วนตลาดของ TAM เท่านั้น ที่เป็น Market Segment ที่กิจการสามารถเข้าถึงได้จริง Service Available Market (SAM) การ Focus ที่ตัวเลข "SAM" จึงสำคัญกว่า หน้าที่ของนักลงทุนคือแบ่งสัดส่วนตลาดที่กิจการมีโอกาสเข้าถึงได้จริง
.
สุดท้าย ไม่ว่าตลาดจะมีขนาดใหญ่แค่ไหนคงไม่มีความหมายเลย หากกิจการไม่สามารถครอบครอง Market Share ได้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่ประเมินศักยภาพทางการแข่งขันที่ยั่งยืนของกิจการ เพื่อจะหา Serviceable Obtainable Market "SOM" หรือโอกาสที่กิจการจะครอบครองตลาดได้อย่างแท้จริง
.
มุมมองส่วนตัว
Pocket investor


📌🐲สรุป Mindset ไอเดียการลงทุนยุคใหม่ “Value Investor Masterclass (Dragon Edition) เคล็ดลับลงทุนหุ้นไทย-จีนแบบเซียน VI (Hybrid Class)” คลาสของ Skilllane by หุ้นทรง A

-พี่มี่ ทิวา
✅ -ถึงแม้จะมีบางสภาวะที่ตลาดหุ้นดัชนีไม่ไปไหน แต่มันจะมีบางธุรกิจที่มันสามารถโตขึ้นไปได้ถึง 10 เด้ง 20 เด้ง เพราะกำไรเติบโต ยกตัวอย่างใน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็มี Toyota และ Uniqlo มันอยู่ที่ว่าคุณจะหาธุรกิจแบบนั้นเจอมั้ยก็ต้องอาศัยความขยันถ้าคุณรักในการลงทุน หลักการง่ายๆเลย คุณจะต้องรู้ว่าตัวเองชอบอะไร และรักที่จะทำมัน “ Love what you do “ อย่างผม(พี่มี่) หามันเจอคือผมเป็นคนชอบอยากรู้อยากเห็น พอไปเจออะไรก็ชอบคิดวิเคราะห์เรียนรู้ ชอบอ่านหาเหตุผล และผมก็ชอบหาความรู้เกี่ยวกับ อสังหา,อุปกรณ์ IT ,จนล่าสุดก็หลงใหลใน AI ต้องลงทุนในสิ่งที่เราชอบ เราจะสนุกมีความสุขไปกับมัน.

✅ -นักลงทุนชอบลงทุนอะไรที่เป็นเรื่องใหม่ๆ ถ้าสังเกตุบางธุรกิจที่มันมูลค่าถูกๆ (PE ต่ำ) ไม่ไปไหนสักทีเพราะทุกคนก็รู้แทบกันหมดแล้ว.

✅ -การลงทุนในหุ้นจีน คือ อันดับแรกต้องหา ธีมของหุ้นให้เจอก่อน และ สินค้าบริการ ต้องมีราคาที่ถูกกว่ารวมไปถึง คุณภาพที่ลูกค้าได้รับต้องดีกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรม บริษัทจีนรูปแบบเก่า เจ้าของจะถือหุ้นค่อนข้างเยอะ ประมาณ 60%+แต่ถ้าเป็นธุรกิจ Tech ในจีนจะถือหุ้นกันน้อยๆไม่ค่อยมีสัดส่วนมากอย่างที่นักลงทุนมองหา.

✅ -การมอง Valuation มี 2 แบบ
       1. Present value --> คนรู้กันหมดแล้ว
       2. Future value  -->  ถ้านักลงทุนเห็นภาพอนาคตนี้ก่อนคนอื่นๆ จะได้กำไรไป ทักษะสำคัญคือการมองไปข้างหน้าในอนาคต และต้องแม่นยำใกล้เคียงให้มากที่สุด 
       -สิ่งสำคัญถ้าเรามีทักษะตรงนี้แล้วสามารถลงทุนได้ตลอดชีวิต ถึงแม้เวลาจะผ่านไปแค่ไหนอายุจะเยอะมากแค่ไหน ก็สามารถลงทุนได้ แต่ระหว่างทางเราต้องบ่มเพาะ สร้างเหตุ ด้วยการขยัน อ่านเยอะๆ เรียนรู้ หาเรื่องที่เราสนใจและไม่เบื่อที่จะศึกษามัน.
 (ผมขอเสริมตรงนี้นิดนึงครับ ในยุคนี้ข้อมูลความรู้ ข่าวสาร มันเยอะมากๆ และผมคิดว่าในสมัยนี้นักลงทุนต้องมีทักษะอีกอย่างคือ การวิเคราะห์และแยกแยะข้อมูลที่ดีหรือเลือกที่จะนำข้อมูลอันไหนที่ดีเป็นประโยชน์กับตัวเองใส่เข้ามาในหัวสมอง ความยากของมันคือ เราจะรู้ได้ไงว่าเราเอาขยะเข้าสมอง ซึ่งหลายๆคนไม่รู้ รวมถึงตัวผมด้วย 😂 อย่างประโยคที่ว่า “Garbage in,Gabage out” ).

-พี่อ๋อง ปรัชญา 
✅ -กลยุทธิ์การลงทุนของผมจากแต่ก่อนจนถึงปัจจุบันนี้ ผมยังมอง Bullish กับประเทศไทยอยู่ และนักลงทุนเก่งๆก็ไป ต่างประเทศ กันหมด เพราะมองว่าประเทศไทยไม่มีอะไรแล้ว รวมถึงเด็กรุ่นใหม่ๆ Mostly ก็ไม่ค่อยภูมิใจในความเป็นไทยเท่าไหร่นัก ดังนั้น ผมคิดว่าเราต้องทำการบ้านให้หนักขึ้นกว่าเดิมและผมมองว่ามันยังมีโอกาสสำหรับหุ้นไทย.

✅ -สมัยก่อนตอนที่ผมลงทุนใหม่ๆ มันจะต้องเล่นหุ้นด้วย Story ตลาดถึงจะปรับ PE อันนี้คือ Playbook แรกๆที่ผมใช้ และจะเน้น Switching หุ้นบ่อยมาก ตลาดมันไม่ได้ซับซ้อนมากเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ และสิ่งสำคัญคือต้องมองหุ้น เป็นธุรกิจจริงๆ และเล่นท่าที่เราเล่นได้ ท่าที่เราถนัด แล้ว Snowball ไปเรื่อยๆ สมัยนี้ผมคิดว่าถ้าลงทุนแล้วได้กำไรจะต้อง เป็นธุรกิจที่มีกำไร Solid ต่อเนื่อง กำไรที่มาแค่ ไตรมาส ต่อ ไตรมาส มักจะไม่ค่อยเล่นกัน ในตลาดหุ้นไทย มี Smart money เยอะมันเลยทำให้หุ้นไทยยากแต่มันก็ทำให้เราได้พัฒนาตัวเอง.

✅ -หลักการที่ผมไปนั่งตกผลึกมาหลังจากที่กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยยุคนี้ คือ 
     1.รายได้บริษัทจะโตจากอะไร —> TAM อุสาหกรรมโต หรือ แย่ง Share 
     2.รายได้ที่โตใช้ Capex มากหรือน้อย
     3.คุณภาพของรายได้และกำไรของธุรกิจ 
     4. Value Proposition
     5. Switching cost 
     6. Scale Economies
     7. %GPM ในอดีต
     8. ปลายทางของธุรกิจ

พี่ Jekky 
✅-นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้าตลาดจะใช้ PE ในการ Valuation ในช่วง Maturity stage แต่การที่เราจะสามารถรวยได้จากหุ้นจริงๆแล้วเค้าไม่ได้ ใช้ PE แต่เค้าจะใช้การมอง Market cap / TAM ด้วย Risk Reward Ratio เราก็ต้องมองว่าธุรกิจแบบนี้มันมี Market cap ที่สามารถไประดับ 20-30 เด้งได้มั้ย?.

✅-และจังหวะที่ทำให้เรารวยได้คือ เกิดวิกฤต มันจะมีวิกฤตหลายอย่าง วิกฤตประเทศ,วิกฤตอุตสาหกรรม วิกฤตตัวธุรกิจเอง และเราจะรู้ได้ยังไงว่ามันเป็นวิกฤตที่ชั่วคราว เพราะ วิกฤต ที่เป็นโอกาสมันมีน้อย เรามีหน้าที่ Scan ว่าอันไหนมันเป็นโอกาสมากกว่าและมันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง.

✅-หา บริษัทที่ TAM ยังเล็กๆหรือไม่ชัด และมีโอกาสเติบโตไปเป็น TAM ใหญ่ๆได้ และที่สำคัญในการปั้นพอร์ตคือ Risk Rewad Ratio, Expected Return ต้องเป็นบวก.

-ขอขอบคุณทาง #Skilllane  ที่เชิญให้ผมได้เข้าร่วมคอร์สเรียน ‘Value Investor Masterclass’ เคล็ดลับลงทุนหุ้นไทย-จีนแบบเซียน และขอบคุณพี่มี่ พี่อ๋อง พี่ Jekky ที่ให้ความรู้วิทยาทานกับนักลงทุนที่กำลังต่อสู้บนเส้นทางนี้ด้วยครับ 🙏🏻🙇🏻

6 ประเด็นสำคัญจากคลิปของ พี่ตู้และพี่แดม 
“ทำไมแพลตฟอร์ม ถึงเป็นโมเดลธุรกิจที่ชนะรวบ และล้มยาก”  l Talk ลงทุนแมน

1.เรื่อง Platform Business และ Network Effect 
- “Platform Business” คือโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้ใช้งานหลายกลุ่มให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ หรือข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม
- Network Effect คือการที่มูลค่าของแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นเมื่อมีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น เช่น “Facebook, LINE, Shopee”
- ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Shopee ที่มีผู้ขายมากขึ้นดึงดูดผู้ซื้อ และผู้ซื้อที่มากขึ้นก็ยิ่งดึงดูดผู้ขาย เป็นวงจรที่เสริมกัน
- ข้อดีของ Platform Business คือ
     –> Scalability: สามารถขยายตัวได้รวดเร็วด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำ เช่น ซอฟต์แวร์และบริการดิจิทัล
     –> Durable Competitive Advantage (DCA): เมื่อถึงจุด Network Effect ที่แข็งแกร่งแล้ว คู่แข่งใหม่เข้ามาแข่งขันได้ยาก ทำให้แพลตฟอร์มมีความยั่งยืน
     –> Low Marginal Cost: การเพิ่มผู้ใช้ใหม่ไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มมาก เช่น Netflix ที่เพิ่มสมาชิกโดยต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ไม่เพิ่มตาม

2. ความเข้าใจผิดที่มักเจอบ่อยๆ เกี่ยวกับ Platform Business
 - Platform Business ไม่ใช่แค่เป็นคนกลาง (Middleman) เช่น 7-Eleven เป็น Retailer ไม่ได้สร้าง Network Effect อย่างแท้จริงแม้จะมีองค์ประกอบแพลตฟอร์มบางส่วน

3. ข้อเสียและความเสี่ยงของ Platform Business
- Technological Shift การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่น จาก Desktop OS ไป Mobile OS ทำให้ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวทันเช่น Microsoft สูญเสียส่วนแบ่งตลาด
- Consumer Behavior Shift พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เช่น MySpace เสียส่วนแบ่งให้ Facebook ที่ปรับตัวได้ดีกว่า
- High Tipping Point บางแพลตฟอร์มต้องการ Network Effect ในระดับที่สูงมากเพื่อถึง Critical Mass ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรและเวลามาก หากไม่ถึงจุดนั้นก็จะไม่สามารถขยายตัวได้

4. การประเมิน Platform Business ที่ดี
- วิเคราะห์ความแข็งแกร่งของ Network Effect เช่น C2C (Customer-to-Customer) อย่าง Airbnb หรือ YouTube มักมี Network Effect ที่แข็งแกร่งกว่า B2C (Business-to-Customer)
- ควรเลือกแพลตฟอร์มที่สามารถขยายตัวได้ง่ายและรวดเร็ว (Scalability and Virality)
- วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่าง Global Effect เช่น Airbnb ที่มีผลทั่วโลก กับ Local Effect เช่น Uber ที่ผลต่อผู้ใช้จำกัดในพื้นที่
- คุณภาพของ Management สำคัญมาก ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์และปรับตัวได้ดีตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด

5. ไม่มีที่ยืนสำหรับเบอร์สอง:
- ใน Platform Business เบอร์สองมักไม่มีที่ยืน เบอร์หนึ่งจะได้รับประโยชน์จาก Network Effect อย่างเต็มที่ เช่น Uber เทียบกับ Lyft หรือ iOS และ Android ที่ครองตลาด Mobile OS โดยไม่มีพื้นที่สำหรับระบบอื่นๆ

6. ข้อควรระวังสำหรับนักลงทุน Platform Business
- ตรวจสอบจุด Critical Mass ของแพลตฟอร์มว่าต้องใช้ทรัพยากรและเวลามากแค่ไหนในการไปถึง
- Network Effect เป็นแค่หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แพลตฟอร์มมีศักยภาพ ต้องดูปัจจัยอื่นๆ เช่น ขนาดตลาด (TAM) และ Unit Economics
- แพลตฟอร์มบิสเนสมักเป็นตลาดที่ผู้ชนะได้ทุกอย่าง (Winner Takes All) การลงทุนในเบอร์สองอาจไม่ประสบความสำเร็จ


Super stock หายังไง

1 หลายคนชอบถามว่าพี่เชาว์หา super stocks ได้ยังไง ใครจะไปรู้อนาคต บางคนยังชอบมาแซะว่าแค่โชคดีมั้ง 555

2 วิธีที่ผมทำคือการศึกษาหุ้น super stocks ในประเทศที่เจริญแล้วแบบอเมริกา ดูรายชื่อหุ้นที่แนบมาได้เลย

3 เราต้องศึกษาหุ้นพวกนี้จนเข้าใจจริงๆ ว่าหุ้นเหล่านี้มี durable competitive advantage (DCA) อะไร ทำไมบริษัทถึงมีความสามารถสร้างยอดขาย เติบโต ต่อเนื่องได้อย่างยาวนาน ลองเลือกศึกษาหุ้นที่เข้าใจง่ายๆ ก่อน

4 ต่อมาศึกษาด้วยว่าการมี DCA ที่ว่าจะทำให้บริษัทพวกนี้เติบโตได้เร็วขนาดไหน อนาคตอีกหลายๆ ปีข้างหน้า บริษัทจะมีหน้าตาประมาณไหน

5 หุ้น super stocks ที่มี dca มักจะมีความแน่นอนสูง ชนะคู่แข่ง เติบโตไปเรื่อยๆ ปีแล้วปีเล่า อย่างไรก็ดี หุ้นแบบนี้มีน้อยมาก มีแค่ 1% ประมาณว่าดูหุ้น 10,000 ตัว เจอแค่ 100 ตัว ใน list นี้มี VI เก่งๆ คัดมาให้แล้ว

6 พยายามหา secret saurce มองให้ออกว่าบริษัทแบบนี้มีอะไรที่คล้ายๆ กัน เช่น มีความเป็นเครื่องพิมพ์เงินสด สร้าง free cashflow เสมอ มักไม่มีหนี้ มีเงินเหลือมาจ่ายปันผลหรือซื้อหุ้นคืนตลอด

7 พอเข้าใจก็ลองมองหาหุ้นแบบนี้ในตลาดหุ้นไทย ในตลาดหุ้นที่เจริญแล้วแบบอเมริกามี VI เก่งๆ เยอะมาก หุ้นพวกนี้ดีมาก ราคาก็มักสะท้อนไปแล้ว หุ้นขึ้นมาเป็น 100 เท่า 1,000 เท่า 10,000 เท่าก็มี ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาส นลท ส่วนใหญ่มองไม่ออกว่าหุ้นไหนคือ super stocks ใครมองออกยังมีโอกาสได้หุ้น 10 เด้ง 100 เด้ง 1,000 เด้ง

8 หุ้นที่ผมได้กำไรแบบหลายสิบเด้ง นลท ไทย ส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าเป็นหุ้น super stocks เลย ผมคิดว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสอีกมาก อาจจะเพราะ นลท ส่วนใหญ่เน้นมองสั้นๆ 2-3 ไตรมาส นลท ที่มองยาวหลายๆ ปียังมีน้อยมากๆ

9 ขณะที่ตลาดอเมริกา คนเก่งๆ มีเยอะ โอกาสอาจจะมีแค่บางช่วงบางตอนที่หุ้น super stocks บางตัว have a few bad quarters ราคาลงมาแรงเพราะ นลท ที่เล่นสั้นถล่มขาย จึงอาจจะเป็นโอกาส

10 ประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก นลท ที่บอกว่าหุ้น super stocks ในไทยไม่มีแล้ว ผมว่าที่เขาบอกว่าไม่มีน่าจะเพราะไม่ได้มองมากกว่า โอกาสมีอยู่เสมอ บางทีอยู่ที่ปลายจมูก หรือขนตา แต่เราดันมองไม่เห็นเองมากกว่าครับ



วิธีหาไอเดียหุ้นและลงทุนง่ายๆสไตล์ Columbia Business School ของ Professor Bruce Greenwald ครับ

#เทรนด์ลงทุน

Process จะแบ่งออกเป็น 4 ข้อใหญ่ด้วยกันคือ 
1. Search - การค้นหาหุ้น
2. Valuation - การประเมินมูลค่าหุ้น
3. Review - การวิเคราะห์ Story
4. Risk Management - การบริหารความเสี่ยง

#SEARCH 

แบ่งได้ออกเป็น 4 วิธีหลักๆ
1.1 Cheap - หาหุ้นที่ราคาถูก
1.2 Ugly - หาหุ้นที่คนไม่ชอบ หรือเกลียด
1.3 Obscure - หาหุ้นที่กำลังมีประเด็นคลุมเครือที่ไม่ชัดเจน
1.4 Otherwise Ignored - หุ้นที่ตลาดอาจจะลืมไปแล้ว

#VALUATION 

2.1 Asset - ประเมินมูลค่าด้วย Asset ที่มี
2.2 Earnings Power - ประเมินมูลค่าด้วยกำไรและกระแสเงินสด (อันนี้น่าจะใช้กันเยอะสุดแล้ว)
2.3 Franchise - ประเมินมูลค่าของแฟรนไชส์หรือแบรนด์

#REVIEW 

3.1 Key Issues - ประเด็นที่ต้องสนใจคืออะไร
3.2 Collateral Evidence - มีข้อมูลและหลักฐานประกอบที่ชัดเจน
3.3 Personal Biases - จัดการกับความเชื่อและ Bias ของตัวเราเอง

#RISKMANAGEMENT 

4.1 Margin of Safety - หุ้นตัวนั้นมี Margin of Safety เท่าไหร่
4.2 Some Diversification - การกระจายความเสี่ยงอย่างถูกวิธี
4.3 Patience - Default Strategy - การรอคอย และกลยุทธ์หลักที่ใช้ในการลงทุน








9616

9616 HK Neuedu 
มหาวิทยาลัยทางด้านเทคโนโลยี 
จัดเป็นหุ้นมหาวิทยาลัยอีกตัวที่น่าศึกษา

เหตุผล
1.ผ่านเฟสลงทุนหนักๆ มา 4ปีติด ถึงเวลาเก็บเกี่ยว
จากงบลงทุนปี
2020/2021/2022/2023/1H2024 
403/1068/551/543/119.8 mill RMB

เพื่อขยาย campus ทั้ง 3 มหาลัย
Dalian University
Chengdu University
Guangdong University

แต่ล่าสุด งบลงทุนลดลงครึ่งนึงของปีที่แล้ว
และบริษัทเพิ่งเปลี่ยน payout ratio ปันผล
จาก 30% payout เป็น 50% payout

คนที่กลัวว่าจะปันผลแบบปี 2023 ไม่ได้
ประกาศงบครึ่งปี2024 บริษัทลดงบcapexลงครึ่งนึง
ทำให้น่าจะมี cashflow เหลือปีละถึง 300 mill RMB
และเจ้าของถือหุ้นอยู่กว่า 60กว่า% ก็จูงใจมากพอที่
จะจ่ายปันผลออกมาในระดับเดิม

2.ความต้องการของนักศึกษา
ขยายยังไง Utilisation rateก็เกิน 90 % อยู่ตลอด
จนล่าสุด 1H2024 urateเฉลี่ย 93.7% ไปเรียบร้อย
อาจเพราะ อัตราการจ้างงาน นักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยทั้ง3 เฉลี่ยอยู่ในระดับเกิน 90%

ข่าวที่นักศึกษาจีนเรียนจบแล้วตกงานเยอะๆ 
อาจไม่ใช่คนที่จบจากมหาวิทยาลัยนี้
เดาว่ามีความต้องการแรงงานในสาขาเทคโนโลยีมากขึ้นก็มองว่า มหาลัยเค้าก็เป็นที่ต้องการพอสมควร 

3. 9616 เสียภาษีในเรท 25% เรียบร้อย ไม่ต้องกังวลเหมือนหลายโรงเรียนที่ประกาศงบแล้วเสียสิทธิทางภาษีเพราะแปลงโรงเรียนเป็น for-profit จากปกติ tax0% กำไรเลยวูบกันเยอะ

ข้อกังวล
โรงพยาบาลที่เทคเข้ามา จะขาดทุน จนถึงปี 2026 
ถ้าประมาณจาก เอกสาร M&A
2024/2025/2026/2027  
-44/-42/-10/+23 mill RMB
เทียบกับกำไรจากธุรกิจเดิมปีละ 420 ล้าน RMB

หนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงมากถ้าเทียบกับโรงเรียนอื่นๆ
และไม่เคยจ่ายคืนเงินต้นเลย(ส่วนตัวกังวลข้อนี้เลย)

โอกาส
-การเทคโรงพยาบาลในราคา 81 millRMB
ได้โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ มา 2 แห่ง
ได้ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุมา 1 แห่ง

เพื่อใช้เปิดหลักสูตรเทคโนโลยีการแพทย์
ใช้เป็นที่ฝึกงานของนักศึกษาและ กระจายไปยัง
ธุรกิจใหม่ที่เป็นเทรนด์ผู้สูงอายุ

ถ้าคิดราคาที่ M&A มา EV/EBITDA ประมาณ 4 เท่า
ก็ถือว่าไม่ได้แพงมากถ้าเทียบกับงบลงทุนปีละ 500 miiRMB คาดจะสร้าง CF ปีละ 100 millRMB ในปี 2028

-งบลงทุนที่ลดลง จะทำให้จ่ายปันผลได้ในระดับเดิม
และทยอยจ่ายคืนเงินกู้บางส่วน และอาจได้ผลดีกรณีมีการลดดอกเบี้ยในอนาคต

-การคิดcapacity ที่ใช้จำนวนเตียงหอพักมาคิด
ทำให้สามารถใช้ cap ได้เกิน100% เพราะมีนักศึกษาที่ไปฝึกงานนอกสถานที่แต่ยังถูกนับจำนวนหัวไปด้วย

-ปัจจุบัน Mkcap 1530 ล้าน HKD
มี CFO 800 ล้าน HKD
ปันผล 236 ล้าน HKD
กำไร 473 ล้าน HKD
PE หักขาดทุนจากโรงพยาบาลออก
FPEเหลือ 3 เท่ากว่ากับปันผล 15% 

ทนถือผ่านวิกฤตพอไหวมั้ง😂

6169

6169:HK China YuHua Education

ลำดับเหตุการณ์ประเด็น Convertible Bond (CB)
ที่จะคุยกับเจ้าหนี้ในเดือนตุลาคมมันจะจบในรูปแบบไหน

ขอย้อนเหตุการณ์เรื่อง Convertible Bond นิดนึง

ย้อนกลับไปอดีตหุ้นการศึกษาจีนส่วนใหญ่ชอบระดมทุนโดยการ ออก CB เพื่อใช้ M&A โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอื่นๆ สมัยที่ยังไม่มีการจัดระเบียบจากรัฐบาล

27 December 2019 ออก CB 2,088 mil HKD 
ดอกเบี้ย 0.9% 
ครบกำหนดไถ่ถอน 27 December 2024 ราคาแปลงที่ 7.13 HKD ต่อหุ้น

โดยเงื่อนไขบริษัทสามารถไถ่ถอนก่อน
หรือเจ้าหนี้สามารถเรียกร้องให้บริษัทไถ่ถอนก่อนครบกำหนดได้

แต่พอมีเหตุการณ์ Crack down จัดระเบียบกลุ่มการศึกษาในปี 2021

ราคาหุ้นกลุ่มนี้ก็ลงเลอะเทอะ 
6169 ราคาจาลงจาก 8 HKD ไปที่ 0.8 HKD 
1ปีลง 90% ถามว่าถ้าเราเป็นเจ้าหนี้ เราอยากแปลงเป็นหุ้นที่ ราคา 7 เหรียญอยู่ไหม?

เจ้าหนี้เลยบอกบอกว่า ภายใน 27 Dec 2022 ขอให้บริษัทไถ่ถอน CB พร้อมจ่ายดอกเบี้ยที่เกิด คืนทั้งหมด

25 Oct 2022 บริษัทเดินเกมส์ ไถ่ถอน CB 614 mill HKD ก่อน คงเหลืออีก 1,474 mill HKD

25 November 2022 เจ้าหนีแจ้งว่า ให้บริษัทไถ่ถอน CB ที่เหลืออยู่ 1,474 millHKD ทั้งหมด 

เรื่องไม่น่าจะมีปัญหา เพราะตอนนั้น บริษัทมีเงินสด ถึง 4,344 mill HKD ยังไงก็ไถ่ถอนได้สบายๆ

แต่เรื่องก็เกิดขึ้นเพราะ ปัญหา Capital control ของจีน 
ที่ควบคุมเงินที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่
ออกนอกประเทศ ทำให้บริษัทอ้างว่า 
ไม่สามารถเตรียมเงินได้ทัน 
และเพียงพอกับจำนวน CB ที่ต้องไถ่ถอน 

ตอนนั้นสถานะของบริษัท อยู่ในสถานะผิดนัดชำระหุ้นกู้ และไม่สามารถส่งงบได้ตามกำหนด จนหุ้นต้องหยุดเทรด

12 Jan 2023 บริษัทต่อรองกับเจ้าหนี้ 2 เงื่อนไข

1.ขอไถ่ถอนก่อน 500 mill HKD วันที่ 30 Jan 2023
ที่เหลืออีก 974 mill HKD ขอไถ่ถอนตามกำหนดเดิม 
ที่ 27 Dec 2024 พร้อมดอกเบี้ยเดิมที่ 0.9%

2. ปรับเงื่อนไขราคาแปลงเป็น 1.65 HKD ต่อหุ้น 
(โดยมีเงื่อนไขว่า ราคาหุ้นในกระดานต้องสูงกว่า 130% ของราคาแปลงอย่างน้อย 20 วันทำการ 

โดยกรณีที่เจ้าหนี้แปลงเป็นหุ้นหมดจะ มี Diluted effect จากหุ้นใหม่ 16%)

ด้วยเงื่อนไขนี้ ทำให้ เจ้าหนี้ยอมรับและไม่ถือว่าเป็นการผิดนัดชำระหนี้ บริษัทสามารถส่งงบการเงินได้
หุ้นกลับมาเทรดอีกครั้ง 
(หุ้นเปิด +37%. และปิด แถว 1.3 HKD) 

ปี 2023 และ 1H2024 บริษัทมี Capex สูงมาก 
คิดเป็นงบ Capexรวมกัน 4,000 mill HKD
จากปกติงบ capex ที่ผ่านมา ปีละ 200-300 millHKD

ตอนนี้เจ้าหนี้เริ่มกลับมาเครียดอีกครั้ง เพราะก่อนหน้าเงินสดใน Balance sheet 
จาก 4,300 mill HKD ในปี 2022
ลดลงเหลือเพียง 1,427 mill HKD ตอนFeb 2024 เท่านั้น

และแน่นอน บริษัทแจ้งปัญหาเงินนอกจีนแผ่นดินใหญ่ไม่เพียงพอสำหรับจะไถ่ถอน CB ที่ค้างอยู่
974 mill HKD ตอนปลายปีนี้ อีกแล้ว 

และต้องขอเจรจากับเจ้าหนี้ CB ในเดือนตุลาที่จะถึงนี้
ตอนนี้หุ้นกำลังจะทำ All time low ที่ 0.375 HKD
อีกครั้ง 😨 😭

จนตอนนี้ 6169:HK Mkcap 
เหลือแค่ 1390 mill HKD
มี CFO 1000 mill HKD
ถ้าคิดว่าจบรอบลงทุนหนักๆไปแล้ว
กลับไป Capax พอๆกับปีก่อนหน้า ที่ 300 mill HKD

6169 จะมี FCF ถึง 700 mill 
FCF 50% ของ Mkcap
โดยที่หนี้ระยะยาวที่มีดอกเบี้ยแค่ 160 millHKD

ถ้าเอากำไรครึ่งปีนี้ที่แย่สุดๆเป็นฐาน
ทั้งปีจะประมาณ 440 mill HKD
PE จะเหลือ 3 เท่ากว่าๆ 
(ตอนนี้ยังไม่สามารถปันผลได้เพราะติดเรื่องปัญหา CB)

(โดยที่ยังไม่คิด upside จาก
มหาลัยใหม่ Zhengzhou ที่เพิ่งเปิด 30 May 2023
ที่อย่างน้อยจะมีเด็กมาเติมอีก 3ปีถึงจะเต็มชั้น

และโรงเรียนที่รอแปลงเป็น for-profit อยู่อีก 2 โรง)

เหลือเรื่อง CB ที่ต้องตามต่อ ตุลาคมนี้

ใครชอบเสี่ยงๆ ตัวนี้น่าจะเข้าเกณฑ์
วิกฤติประเทศจีน วิกฤตการศึกษา วิกฤตตัวบริษัท
ภาษาพี่เจ๊กกี้น่าจะเรียกว่า Tripple bottom ได้นะครับ😀

(พอก่อน ยาวจัดๆ)

2373 Beautyfarm

2373:HK Beautyfarm med
ประกาศผลประกอบการครึ่งปีแรก 
สิ้นสุด มิถุนายน 67 

เรามักจะได้ยินข่าว
ข่าวการบริโภคชะลอตัวในจีน
สินค้าแบรนด์เนม สินค้าฟุ่มเฟือย กระทบหมด
แต่ไม่น่าเชื่อ ธุรกิจ Aesthetic ความสวยงาม
ในจีน กลับไม่เจอปัญหานี้ ครึ่งปีรายได้ยังเพิ่ม
%GP ยังรักษาระดับเดิมได้ และมีการขยายสาขาเพิ่ม😳

สงสัยเข้าทำนอง หยุดทำสวยก็ได้นะ แต่อีนั่นสวยกว่า เลือกเอา😂

ธุรกิจ Aesthetics ในจีนแข่งกันดุเดือด ปัจจุบันมีอยู่ กว่า 2แสนร้าน และล่าสุด มีธุระกิจนี้เปิดเพิ่มอีกกว่า 2หมื่นร้าน

สมมติ เรามีเงินเยอะๆ อยากเปิดธุรกิจนี้
กำเงินก้อนนึงซื้อ อุปกรณ์ เช่าสถานที่ หาพนักงาน
จากนั้นลดราคา เพื่อดึงลูกค้าเข้าร้าน ภาพมันคงไม่ง่ายขนาดนั้น

เพราะถ้ามันเป็นแบบนั้น ธุรกิจที่ไม่มี barrier of entry นี้ รายใหญ่ทำไมยัง รักษา %GP ได้ต่อเนื่องหลายปี ทั้งที่เป็นธุรกิจที่เข้ามาง่าย แสดงว่า ราคาถูกกว่า ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ลูกค้าจะเลือก สำหรับธุรกิจนี้

ธุรกิจนี้อาจต้องอาศัย ความเชื่อมั่น รวมถึงชื่อเสียงที่มีมายาวนาน และอาจต้องมีรายจ่ายที่สำคัญ ที่มากเป็นอันดับ2 รองจากค่า พนักงาน คือ ค่า Marketing 

ยิ่งถ้าเป็นร้านใหม่ไม่เคยมีฐานลูกค้ามาเลย ต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ 1 คน ย่อมสูงมาก ดังนั้นสิ่งที่ ร้านต้องทำคือ ทำยังไงให้มีลูกค้าใหม่ จากนั้นเปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้เป็นลูกค้าประจำ 

ยิ่งถ้าร้านไหนเปิดมานาน สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดนอกจากแบรนด์ ก็คือฐานลูกค้าเก่า เพราะยิ่ง ลูกค้าเก่าซื้อซ้ำเยอะจะยิ่งทำให้ ต้นทุน makating ต่อรายได้ย่อมลดลง แถมมีการบอกต่ออีก

ตัวเลขนึงที่ทำให้ ยิ่งร้านเปิดมานาน มีชื่อเสียง  มีฐานลูกค้าเยอะ ยิ่งได้เปรียบ คือ เงินรับล่วงหน้า 
Deferred Revenue อธิบาย ง่ายๆ คือ เมื่อเค้าเป็นลูกค้าประจำ ก็จะมีการ ซื้อ แพ็คเกจ ราย6เดือน รายปี โดยลูกค้าจ่ายเงินมาก่อน แล้วทยอย เข้ามาใช้บริการจนครบสัญญา

ซึ่งทำให้ ธุรกิจนี้(ไม่ใข่ทุกบริษัท) มีกระแสเงินสด ที่ดีมาก ถ้ามีลูกค้าประจำมากพอ สามารถใช้เงินที่รับมาล่วงหน้านี้ ขยายสาขา โดยไม่ต้องกู้ยืมเลย

ยกตัวอย่าง 1830:HK เปิดมา 20 ปีที่สามารถปันผลได้เกิน 100% ของกำไร 11 ปีต่อเนื่อง เป็นการตอบคำถามว่า ปันผลขนาดนี้ แล้ว เอาเงินจากไหนมาขยายกิจการ

แต่ไม่ใช่ทุกบริษัทที่กระแสเงินสดดี
ขอยกตัวอย่างการขยายกิจการที่ต่างกันสุดขั้ว
ของ 2 บริษัท ที่รายได้หลักมาจาก ฮ่องกง

2138:HK 
ขยายกิจการแบบ agressive สุดๆ
วิธีคือ กู้เงินจากธนาคารแล้วไล่ M&A 
รายได้เติบโตจาก
2019 1852 ล้าน
2024 4211 ล้าน
CAGR 17.86%

1830:HK
ขยายกิจการแบบ consevative สุดๆ
ใช้เงินจากกระแสเงินสดดำเนินงานไม่กู้และขอโตแบบ oganic ไม่ M&A
รายได้เติบโตจาก
2019 1197 ล้าน
2024 1393 ล้าน
CAGR 3.08% 

แต่การตอบแทนผู้ถือหุ้นต่างกันสิ้นเชิง
2138:HK แม้รายได้จะโตดี แต่ต้องมีภาระ ดอกเบี้ย
ยิ่งดอกเบี้ยขาขึ้น เมื้อกู้มาขยายทำให้ดอกเบี้ยจ่ายเยอะ
การซื้อกิจการมาแพงๆ ทำให้ต้อง บันทึก การด้อยค่าจาก Goodwill สุดท้ายเงินซื้อกิจการแพงๆ จึงไม่รู้เข้ากระเป๋าใคร สะท้อนไปที่

กำไร
2019 361 ล้าน ปันผล 0.35 ต่อหุ้น
2024 -18.9 ล้าน (ขาดทุน) ปันผล 0.005 ต่อหุ้น

กลับกัน
1830:HK แม้รายได้โตน้อย แต่มีความระมัดระวังในการขยาย ไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย กำไรเท่าไหร่จึงจ่ายเงินปันผลหมด
กำไร 
2019 319 ล้าน ปันผล 0.339 ต่อหุ้น
2024 315 ล้าน ปันผล 0.315 ต่อหุ้น

แต่โอกาสของ 1830:HK ไม่ได้อยู่ที่ ฮ่องกง แต่อยู่ที่จีน ที่มีโอกาสเติบโตมากกว่า เพราะจากข้อมูลการเข้าถึงบริการ Aesthetic medical จากจำนวนคน 1000 คน
ปี 2020
เกาหลีใต้ 90 คน
บราซิล 50 คน
ญี่ปุ่น 30 คน
จีน 18 คน

ยังไม่นับรวมโอกาสจาก รายได้จากชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น การมีลูกน้อยลง แล้วเงินตรงนั้นมันจะไปลงที่ไหน

1830 เคยมีแผนเข้าไปขยายในจีนครั้งนึง โดยตั้งเป้าจะขยายปีละ 10 สาขาทุกปี แต่เจอปัญหาเรื่องการบริโภคชะลอตัวในจีน และความไม่ชัดเจนเรื่องกฏระเบียบ ทำให้ต้องพับแผน
สุดท้ายต้องกลับมาขยายต่อใน ฮ่องกงแทน 
โดยมีแผนจะเปิดเพิ่ม 10 สาขา

พอรายได้กระจุกในฮ่องกง ที่การบริโภคชะลอตัวไม่ต่างจากจีน และโอกาสที่จะโตจากในฮ่องกงมันก็ไม่ได้เยอะ แม้รายจ่ายลูกค้า Aesthetic ต่อหัวในฮ่องกงจะสูงถึง 28,000 HKD ต่อคนต่อปี
สูงกว่าในจีนที่ ต่อหัวต่อคน 15,000 HKD แต่ข้อจำกัดของจำนวนประชากรต่างกันลิบลับ

ในเมื่อความหวังการเติบโตมันน้อย
ตอนนี้1830:HK เลยเทรดกันที่
PE 9 ปันผล 12% ไร้หนี้ และ ROE 50%

แต่เมื่อ 2373 แสดงให้เห็นแล้วว่า ที่จีนไม่ได้ชะลอ อย่างที่คิด แถมเคยมีการจัดระเบียบอุตสาหกรรมความสวยความงามในจีน กฏระเบียบต่างๆ ทำให้ร้านเล็กๆน้อยๆ หายไปเยอะ รวมถึง การคำนึงถึงความปลอดภัยในการเลือกใช้บริการของลูกค้ามากขึ้น

พี่ก็น่าจะลองไปขยายที่จีนอีกรอบนะฮะ😅

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2567

TNH

TNH 

บริษัทตั้งเป้าว่าภายในปี 2030 จะมีโรงพยาบาล 10 แห่ง และจำนวนเตียงเพิ่มขึ้นเป็น 2,000-2,500 เตียง จากปัจจุบันที่มี 600 เตียง

เมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทได้รับอนุมัติจาก State Securities Commission เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติจาก 49% เป็น 70%

ปัจจุบัน TNH ถือหุ้นโดย:

  • Hoang Tuyen 6.67%
  • KWE Beteiligungen AG 10.51%
  • SICAV-SIF-Asia Top Picks 6.35%
  • Blooming Earth Pte. Ltd 5.19%
  • Endurance Capital Vietnam I Limited and SICAV-RAIF 6.41%
จากข้อมูลในแหล่งที่ให้มาและประวัติการสนทนาของเรา สามารถสรุปประเด็นทั้งหมดเกี่ยวกับการวิเคราะห์ศักยภาพของหุ้น TNH ได้ดังนี้:

**1. ผลการดำเนินงานปัจจุบัน (ณ ช่วงเวลาในวิดีโอ):**

*   **รายได้ค่อนข้างคงที่** อยู่ในช่วงประมาณ 90-130 พันล้านดอง
*   **กำไรสุทธิมีความผันผวน** โดยในไตรมาส 3 ปี 2567 มีกำไร 9 พันล้านดอง แต่ในไตรมาส 4 กลับขาดทุน 14 พันล้านดอง
*   **สาเหตุหลักของการขาดทุนในไตรมาส 4 ปี 2567 คือต้นทุนขายที่สูงขึ้น**, ค่าใช้จ่ายในการบริหาร และค่าใช้จ่ายทางการเงิน (ดอกเบี้ย)
*   **กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมาก** ในไตรมาส 4 เหลือเพียง 17 พันล้านดอง ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 9 ไตรมาส
*   **อัตรากำไรขั้นต้นลดลง** เหลือ 15% แสดงให้เห็นถึงความท้าทายด้านการเงินในปัจจุบัน

**2. แนวโน้มราคาหุ้น:**

*   **ราคาหุ้นยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น** แม้ว่าผลการดำเนินงานจะไม่ดีนัก
*   ผู้พูดเปรียบเทียบกับกรณีของหุ้น Nam Long ที่ราคาหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นแม้ผลประกอบการจะลดลง โดยเชื่อว่า TNH ก็มีปัจจัยที่นักลงทุนคาดหวัง
*   ในวันที่มีการบันทึกวิดีโอ หุ้น TNH **ปิดตลาดด้วยราคาเพดาน (Trần) และมีปริมาณการซื้อขายสูง** โดยมีการซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ

**3. การเติบโตของสินทรัพย์ระยะยาว:**

*   **สินทรัพย์ระยะยาวมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง** โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของงานก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายธุรกิจ
*   การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนใน **สินทรัพย์ถาวร (อาคารโรงพยาบาล)** และ **งานก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการ**

**4. รูปแบบธุรกิจของ TNH:**

*   ธุรกิจหลักคือ **การให้บริการทางการแพทย์** เช่น การตรวจรักษาโรค และบริการเฉพาะทางต่างๆ
*   **มีการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง**
*   **สัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างสูง** ประมาณ 70%

**5. โครงการขยายธุรกิจที่สำคัญ:**

*   **โรงพยาบาลเวียดเยน (Bệnh viện Việt Yên):**
    *   **เพิ่งเปิดดำเนินการ** ในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน 2567
    *   คาดว่าจะ **ช่วยปรับปรุงรายได้และกำไร** ของ TNH อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากจะชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
    *   คาดว่าจะมีจำนวนเตียงประมาณ 150 เตียง
*   **โรงพยาบาล TNH ลางเซิน (Bệnh viện TNHH Lạng Sơn):** ยังคงอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
*   **โครงการอื่นๆ:** เช่น โรงพยาบาล TNH ไทยเหงียน ระยะที่ 3 (Bệnh viện TNH Thái Nguyên giai đoạn 3) และโรงพยาบาล TNH เยนบิงห์ ระยะที่ 2 (Bệnh viện TNH yên bình giai đoạn 2) ก็อยู่ระหว่างการพัฒนา
*   **เป้าหมายระยะยาว:** TNH มีเป้าหมายที่จะ **ขยายเครือข่ายโรงพยาบาลให้มากกว่า 10 แห่ง** ทั่วประเทศภายในปี 2573

**6. ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในปี 2568:**

*   **การเปิดดำเนินการของโรงพยาบาลเวียดเยน:** คาดว่าจะสร้างรายได้และกำไรใหม่ๆ ให้กับบริษัท
*   **ความสนใจและการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ:** การซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องและการอนุมัติเพิ่มสัดส่วนการถือครองเป็นสัญญาณบวก
*   **ศักยภาพในการบริหารจัดการต้นทุน:** คาดว่าเมื่อโรงพยาบาลใหม่เริ่มดำเนินการ จะสามารถบริหารจัดการต้นทุนขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
*   **สิทธิประโยชน์ทางภาษี:** โรงพยาบาลที่สร้างใหม่ **อาจได้รับการยกเว้นภาษีเป็นระยะเวลาประมาณ 4 ปี** ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไร

**7. ความเห็นของผู้พูด:**

*   ผู้พูด **คาดการณ์ว่าหุ้น TNH มีศักยภาพในการเติบโต 50% ในปี 2568**
*   ผู้พูดมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นโอกาสในการลงทุน โดยอ้างอิงจากการขยายธุรกิจ ศักยภาพในการปรับปรุงผลประกอบการ และความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ
*   ผู้พูดแนะนำให้ติดต่อโดยตรงเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ **จุดซื้อและเป้าหมายราคาที่เหมาะสม**

**สรุปประเด็นสำคัญ:** ผู้พูดมองว่า **การขยายธุรกิจโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดดำเนินการของโรงพยาบาลเวียดเยน และความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ เป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนศักยภาพการเติบโตของหุ้น TNH ในปี 2568** แม้ว่าผลการดำเนินงานในปัจจุบันจะยังมีความท้าทายอยู่บ้างก็ตาม [Previous response].

RAL

 **สรุปและแปลเนื้อหา**


งาน “Hành Trình Ánh Sáng cùng PCT Công ty Rạng Đông” ในโครงการ Tin Dùng 2023 เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแข่งขันของธุรกิจในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่การเน้นราคาและคุณภาพสินค้า แต่การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของผู้บริโภคกลายเป็นปัจจัยหลักในการแข่งขัน ธุรกิจที่ไม่สามารถนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาใช้ได้อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโลกดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว หนึ่งในบริษัทที่ปรับตัวและเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีคือ Rạng Đông ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมแสงสว่างของเวียดนาม


**การเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมของ Rạng Đông:**  

Rạng Đông หรือ Công ty Cổ phần Bóng đèn Phích nước Rạng Đông ก่อตั้งขึ้นในปี 1961 และเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมแสงสว่างของเวียดนามมากว่า 60 ปี โดยบริษัทได้ปรับตัวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและอยู่ในแนวหน้าของนวัตกรรมมาโดยตลอด ในงานนี้ Nguyễn Đoàn Kết รองประธานบริษัท Rạng Đông ได้นำเสนอถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์แสงสว่างที่ทันสมัย ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการเกษตรและการประมง


**นวัตกรรมแสงสว่างอัจฉริยะในภาคเกษตรและประมง:**  

Rạng Đông ได้พัฒนาระบบแสงสว่าง LED ประหยัดพลังงานเพื่อการเกษตร เช่น การเพิ่มผลผลิตของผลไม้พิเศษอย่างแก้วมังกร ซึ่งเดิมใช้หลอดไฟไส้ที่กินพลังงานมาก โดยหลอดไฟ LED ของ Rạng Đông ลดการใช้พลังงานถึง 90% และยังช่วยเพิ่มคุณภาพของผลผลิตโดยการเลียนแบบวงจรแสงธรรมชาติ นอกจากนี้ Rạng Đông ยังพัฒนาระบบแสงสว่างเฉพาะทางสำหรับการประมงที่ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและเพิ่มประสิทธิภาพในการจับปลาได้ดีขึ้น


**โซลูชันพลังงานยั่งยืนและการใช้งานในพื้นที่ห่างไกล:**  

Rạng Đông ยังเป็นผู้นำด้านการพัฒนาระบบแสงสว่างที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยโครงการหนึ่งคือระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเกาะ Cô Tô ที่ไม่พึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้าแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังผสานกับเทคโนโลยี AI และ IoT เพื่อการควบคุมและปรับการทำงานตามสภาพอากาศในท้องถิ่น


**การปรับตัวสู่อุตสาหกรรม 4.0 และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล:**  

Rạng Đông ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI, Big Data, IoT และ Cloud Computing มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อสร้างระบบการผลิตที่ยืดหยุ่นและฉลาด นอกจากนี้ยังได้นำโมเดลธุรกิจดิจิทัลที่เน้นการนำเสนอสินค้าและบริการแบบครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค


**บทสรุป:**  

Rạng Đông เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของบริษัทที่ยังคงความสามารถในการแข่งขันและมีความเกี่ยวข้องในตลาดด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ ในการปฏิวัติภาคเกษตรและประมงไปจนถึงการพัฒนาโซลูชันพลังงานยั่งยืน Rạng Đông เป็นผู้นำในการสร้างระบบแสงสว่างอัจฉริยะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2567

STB

 สรุป:


1. ธนาคาร Phương Nam (PNB) กำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักและวางแผนเข้าควบรวม Sacombank (STB) เพื่อหาทางรอด โดยราคาหุ้น STB ประเมินอยู่ที่ 0.75 เท่าของหุ้น PNB ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนแอในการบริหารจัดการของธนาคารแห่งชาติเวียดนาม (NHNN) โดยเฉพาะการครอบครองหุ้นไขว้กัน หลังจากการควบรวมนี้ STB เปรียบเสมือนหญิงสาวที่เข้าสู่การผ่าตัดที่ล้มเหลวจนสุขภาพและภาพลักษณ์ทรุดโทรมลงอย่างมาก กลายเป็นธนาคารที่ไม่มีมูลค่าแท้จริงในสายตาหลายคน


2. กระบวนการปรับโครงสร้างตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบันยังคงดำเนินไป โดยมีผู้เล่นบางกลุ่มคอยกดดันราคาหุ้น STB ไม่ให้เพิ่มขึ้น คาดว่ามีแผนเข้าซื้อหุ้นในการประมูลที่กำลังจะเกิดขึ้น ถึงแม้ตัวชี้วัดทางการเงินของ STB จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นกลับไม่ปรับตัวขึ้นตามตลาดธนาคารทั่วไป ความผิดหวังของผู้ถือหุ้น STB ยิ่งชัดเจนเมื่อเห็นผู้ถือหุ้นของธนาคารอื่นได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า


3. ข้อได้เปรียบของ STB:

   - มีเครือข่ายสาขามากถึง 570 แห่ง

   - มีทรัพย์สินในรูปแบบของที่ดินและอาคารเป็นของตนเอง ทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานต่ำกว่าธนาคารที่ต้องเช่าสถานที่ ซึ่งราคาที่ดินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

   - ขนาดของ STB ใกล้เคียงกับ ACB และ MBB แต่เนื่องจากยังอยู่ในช่วงฟื้นฟู จึงยังไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่ในขณะนี้

   - การฟื้นตัวทางการเงินยังขึ้นอยู่กับการลดหนี้เสีย ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหญ่ของ STB


4. สรุป:

   - ผู้ถือหุ้น STB ทั้งเก่าและใหม่ต่างมุ่งหวังที่จะดันราคาหุ้น STB ให้ขึ้นไปถึง 38,000 ดอง/หุ้น (หรือ 42,000 ดอง/หุ้นในกรณีที่มีการประมูลหุ้นของ Trầm Bê) แต่ด้วยข้อจำกัดของทรัพยากรและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ ทำให้ความสำเร็จยังไม่ชัดเจน


สรุป:

1. **ปัญหาเกี่ยวกับหุ้น STB**  
   - หุ้น STB มีการซื้อขายที่ถูกควบคุมโดยผู้สร้างตลาด การกดราคาเกิดขึ้นแม้มีข่าวดี เช่น ข่าวการประมูล KCN Phong Phú, ข่าวลือเกี่ยวกับการล้มละลายของ Bamboo Airways และข่าวเกี่ยวกับการจัดการหุ้น 32.5% ของ VAMC
   - ราคาหุ้น STB ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาเป็นเวลา 2 ปี สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนหลายรายที่ต้องขายขาดทุน

2. **ปัจจัยสำคัญและแนวโน้มในอนาคต**  
   - STB ถือเป็นธนาคารที่มีสินทรัพย์รวมกว่า 700,000 พันล้าน VND ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการครอบครองธนาคารใหญ่ๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน STB ยังไม่มีเจ้าของหลักที่ชัดเจน การจัดการหุ้น 32% ของ VAMC จะกำหนดว่าใครจะเป็นผู้ถือครองหลัก
   - การประมูลหุ้น 32% นี้ล่าช้าเพราะติดปัญหาทางกฎหมาย แต่คาดว่าจะมีการเคลื่อนไหวเมื่อกฎหมายใหม่เกี่ยวกับธนาคารมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2024

3. **การประเมินมูลค่าหุ้น STB**  
   - มูลค่าของ STB ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับศักยภาพที่มีอยู่ โดยการวิเคราะห์ล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญคาดว่าราคาหุ้น STB อาจสูงถึง 100,000 VND ต่อหุ้น

4. **เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง**  
   - มีการคาดเดาว่าการซื้อขายหุ้นที่เกิดขึ้นในช่วงนี้อาจเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญใน STB ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประมูลหรือการปรับโครงสร้างภายในธนาคาร

5. **คำแนะนำสำหรับนักลงทุน**  
   - หุ้น STB ไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะสั้นหรือผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในตลาดหุ้น เนื่องจากมีความซับซ้อนและความเสี่ยงสูง นักลงทุนควรพิจารณาการลงทุนระยะยาวและศึกษาปัจจัยทางการเงินอย่างถี่ถ้วน



VIB

 สินเชื่อรถยนต์ผ่านการชําระหนี้เสียนี้ท่วมหัว



วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2567

DHC

 **สรุปการวิเคราะห์โดยละเอียด**

commodities


1. **การปรับลดราคาเป้าหมายและสถานะการลงทุน:**

   - เราปรับลดราคาเป้าหมาย (Target Price: TP) ลง 14% แต่ยังคงสถานะ "OUTPERFORM" เนื่องจากราคาหุ้นของ DHC ลดลง 12% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา


2. **ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิ:**

   - คาดการณ์กำไรสุทธิ (NPAT-MI) ปี 2024/25/26 ถูกปรับลดลง 17%/14%/1% ตามลำดับ เนื่องจากการฟื้นตัวของราคากระดาษที่ช้ากว่าที่คาด


3. **การใช้กำลังการผลิตและคาดการณ์การฟื้นตัวของราคา:**

   - คาดว่าการใช้กำลังการผลิตจะอยู่ที่ระดับ 70% ในไตรมาส 2/2024 (เพิ่มจาก 65% ก่อนหน้านี้) เมื่อเทียบกับปี 2023 ที่ 30%

   - มีการปรับลดลงเนื่องจากการฟื้นตัวของราคาที่ช้ากว่าคาดการณ์


4. **การคาดการณ์การฟื้นตัวของราคา:**

   - คาดการณ์ว่าราคากระดาษจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในอนาคต แม้ว่าจะมีการคาดการณ์การฟื้นตัวของการค้าและการบริโภคในเวียดนาม แต่การทุ่มตลาดจากบริษัท FDI ท่ามกลางการบริโภคที่อ่อนแอในจีน อาจจำกัดการเพิ่มขึ้นของราคา


5. **ผลกระทบจากการค้าสตีลที่มีมาร์จิ้นต่ำ:**

   - การคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) สำหรับปี 2024 ถูกกระทบจากการซื้อขายเหล็กที่มีมาร์จิ้นต่ำใน Q2/2024 ซึ่งไม่คาดว่าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยคาดการณ์ GPM พื้นฐานสำหรับปี 2024 ที่ 13.3% เทียบกับ GPM ที่รวมที่ 12.7%


6. **การประเมินมูลค่าหุ้น:**

   - ราคาเป้าหมายสะท้อนให้เห็นค่า P/E ของปี 2024F/25F ที่ 13.0x/9.4x เทียบกับค่าเฉลี่ย P/E ในช่วง 10 ปีที่ 10.7x ซึ่งเราเชื่อว่า DHC ควรได้รับมูลค่าที่อย่างน้อยเท่ากับค่าเฉลี่ยประวัติในช่วงการฟื้นตัวของกำไร


7. **โอกาสในการเพิ่มขึ้นและความเสี่ยง:**

   - โอกาสในการเพิ่มขึ้น ได้แก่ การฟื้นตัวของการส่งออกและการบริโภคในประเทศ การเริ่มต้นโครงการก่อสร้าง GL3

   - ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ แรงกดดันด้านราคาขายเนื่องจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของคู่แข่ง


8. **สถานการณ์ปัจจุบันของราคากระดาษ:**

   - ราคากระดาษถึง VND9,500/kg (+8% YTD) ณ เดือนกันยายน 2024 เพิ่มขึ้นจาก VND8,800/kg ในเดือนมกราคม แม้ว่าการเพิ่มขึ้น**สรุปการวิเคราะห์โดยละเอียด**



9. **การลงทุนในโครงการใหม่:**

   - การก่อสร้างโรงงานกล่องกระดาษที่สาม (GL3) มีแผนจะเริ่มในปี 2025 ด้วยงบประมาณการลงทุนประมาณ VND250 พันล้าน และขณะนี้กำลังขออนุมัติการลงทุน


10. **ความคืบหน้าของ GL3:**

    - บริษัทได้ลงทุน 20% ของมูลค่าโครงการทั้งหมดที่ต้องการตามกฎหมายแล้ว และกำลังรอการอนุมัติการลงทุน ซึ่งคาดว่าจะได้รับในต้นไตรมาสที่ 4 ของปี 2024


**สรุป:** DHC ยังคงรักษาสถานะการลงทุนที่ดี แม้ว่าจะมีการปรับลดราคาเป้าหมายและคาดการณ์กำไรสุทธิ ทั้งนี้เนื่องจากคาดการณ์การฟื้นตัวของราคากระดาษในอนาคตและแผนการลงทุนใหม่ที่จะเริ่มขึ้นในปี 2025

SZL

 

  1. สรุปเกี่ยวกับ SZL:
    • ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2003 ด้วยทุนเริ่มต้น 50 พันล้าน ปัจจุบัน SZL มีทุนจดทะเบียน 200 พันล้าน และมูลค่าทรัพย์สินรวมมากกว่า 1.6 พันล้าน
    • SZL ทำธุรกิจหลักในด้าน:+ การให้เช่าพื้นที่อุตสาหกรรม+ การให้เช่าคลังสินค้า+ การก่อสร้างพื้นที่อยู่อาศัย (บ้านสร้างเองและที่ดินเปล่า)+ ธุรกิจน้ำมัน
    • บริษัทมีเงินสดจำนวนมากประมาณ 500 พันล้าน (คิดเป็นประมาณ 31% ของทรัพย์สิน) และแทบไม่มีหนี้สินทางการเงิน มีรายได้ที่ยังไม่เกิดขึ้นมากกว่า 800 พันล้าน (> มูลค่าของบริษัท)
    • การดำเนินธุรกิจของ SZL ค่อนข้างเรียบง่าย
    • จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอในแต่ละปี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 25% ~ ประมาณ 41% ของกำไรสุทธิ หลังหักภาษี และลงทุนคืนกว่า 58%
    ปัจจัยสำคัญของ SZL:
    • รายได้ที่มั่นคงจากเขตอุตสาหกรรม Long Thành (488 เฮกตาร์): เนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมการผลิตของเวียดนามมีมาก ความต้องการอสังหาริมทรัพย์ในเขตอุตสาหกรรมจึงสูง (อัตราการเช่าประมาณ 88% - ราคาเช่า 70-90 USD/ตร.ม.)
    • เขตอุตสาหกรรม Châu Đức: 50 เฮกตาร์กำลังดำเนินการ
    • เขตอุตสาหกรรม Long Phước 1: 75 เฮกตาร์กำลังดำเนินการ
    • ศักยภาพในการเติบโตในพื้นที่อยู่อาศัย:+ KDC 3 เฮกตาร์+ Tam An 36 เฮกตาร์+ KDC & การท่องเที่ยวริมน้ำ Đồng Nai 195 เฮกตาร์
    เนื่องจากราคาที่ดินใน Đồng Nai เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา จึงมีแนวโน้มว่าจะทำให้ SZL มีโอกาสทำกำไรสูง ความเสี่ยง:
    • ความเสี่ยงจากการแข่งขันของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเขตอุตสาหกรรม: จำนวนบริษัทที่เข้ามาลงทุนและขยายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เขตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI): กระแสเงินทุน FDI เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างโอกาสในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เขตอุตสาหกรรม การลดลงของกระแสเงินทุนนี้จะเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
    ข้อสรุป: SZL เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เข้าใจง่ายและค่อนข้างโปร่งใส มีศักยภาพในการเติบโตสูง ด้วยที่ดินจำนวนมากและมูลค่าบริษัทที่ค่อนข้างต่ำ (667 พันล้าน ณ ปัจจุบัน) จึงมีโอกาสที่ดีเมื่อที่ดินเหล่านี้ได้รับการพัฒนา --- ข้อความเก่า: 27/04/2019 --- T
  2. ภาพ
    ภาพ

Bookmark

  https://finance.vietstock.vn