2373:HK Beautyfarm med
ประกาศผลประกอบการครึ่งปีแรก
สิ้นสุด มิถุนายน 67
เรามักจะได้ยินข่าว
ข่าวการบริโภคชะลอตัวในจีน
สินค้าแบรนด์เนม สินค้าฟุ่มเฟือย กระทบหมด
แต่ไม่น่าเชื่อ ธุรกิจ Aesthetic ความสวยงาม
ในจีน กลับไม่เจอปัญหานี้ ครึ่งปีรายได้ยังเพิ่ม
%GP ยังรักษาระดับเดิมได้ และมีการขยายสาขาเพิ่ม😳
สงสัยเข้าทำนอง หยุดทำสวยก็ได้นะ แต่อีนั่นสวยกว่า เลือกเอา😂
ธุรกิจ Aesthetics ในจีนแข่งกันดุเดือด ปัจจุบันมีอยู่ กว่า 2แสนร้าน และล่าสุด มีธุระกิจนี้เปิดเพิ่มอีกกว่า 2หมื่นร้าน
สมมติ เรามีเงินเยอะๆ อยากเปิดธุรกิจนี้
กำเงินก้อนนึงซื้อ อุปกรณ์ เช่าสถานที่ หาพนักงาน
จากนั้นลดราคา เพื่อดึงลูกค้าเข้าร้าน ภาพมันคงไม่ง่ายขนาดนั้น
เพราะถ้ามันเป็นแบบนั้น ธุรกิจที่ไม่มี barrier of entry นี้ รายใหญ่ทำไมยัง รักษา %GP ได้ต่อเนื่องหลายปี ทั้งที่เป็นธุรกิจที่เข้ามาง่าย แสดงว่า ราคาถูกกว่า ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ลูกค้าจะเลือก สำหรับธุรกิจนี้
ธุรกิจนี้อาจต้องอาศัย ความเชื่อมั่น รวมถึงชื่อเสียงที่มีมายาวนาน และอาจต้องมีรายจ่ายที่สำคัญ ที่มากเป็นอันดับ2 รองจากค่า พนักงาน คือ ค่า Marketing
ยิ่งถ้าเป็นร้านใหม่ไม่เคยมีฐานลูกค้ามาเลย ต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ 1 คน ย่อมสูงมาก ดังนั้นสิ่งที่ ร้านต้องทำคือ ทำยังไงให้มีลูกค้าใหม่ จากนั้นเปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้เป็นลูกค้าประจำ
ยิ่งถ้าร้านไหนเปิดมานาน สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดนอกจากแบรนด์ ก็คือฐานลูกค้าเก่า เพราะยิ่ง ลูกค้าเก่าซื้อซ้ำเยอะจะยิ่งทำให้ ต้นทุน makating ต่อรายได้ย่อมลดลง แถมมีการบอกต่ออีก
ตัวเลขนึงที่ทำให้ ยิ่งร้านเปิดมานาน มีชื่อเสียง มีฐานลูกค้าเยอะ ยิ่งได้เปรียบ คือ เงินรับล่วงหน้า
Deferred Revenue อธิบาย ง่ายๆ คือ เมื่อเค้าเป็นลูกค้าประจำ ก็จะมีการ ซื้อ แพ็คเกจ ราย6เดือน รายปี โดยลูกค้าจ่ายเงินมาก่อน แล้วทยอย เข้ามาใช้บริการจนครบสัญญา
ซึ่งทำให้ ธุรกิจนี้(ไม่ใข่ทุกบริษัท) มีกระแสเงินสด ที่ดีมาก ถ้ามีลูกค้าประจำมากพอ สามารถใช้เงินที่รับมาล่วงหน้านี้ ขยายสาขา โดยไม่ต้องกู้ยืมเลย
ยกตัวอย่าง 1830:HK เปิดมา 20 ปีที่สามารถปันผลได้เกิน 100% ของกำไร 11 ปีต่อเนื่อง เป็นการตอบคำถามว่า ปันผลขนาดนี้ แล้ว เอาเงินจากไหนมาขยายกิจการ
แต่ไม่ใช่ทุกบริษัทที่กระแสเงินสดดี
ขอยกตัวอย่างการขยายกิจการที่ต่างกันสุดขั้ว
ของ 2 บริษัท ที่รายได้หลักมาจาก ฮ่องกง
2138:HK
ขยายกิจการแบบ agressive สุดๆ
วิธีคือ กู้เงินจากธนาคารแล้วไล่ M&A
รายได้เติบโตจาก
2019 1852 ล้าน
2024 4211 ล้าน
CAGR 17.86%
1830:HK
ขยายกิจการแบบ consevative สุดๆ
ใช้เงินจากกระแสเงินสดดำเนินงานไม่กู้และขอโตแบบ oganic ไม่ M&A
รายได้เติบโตจาก
2019 1197 ล้าน
2024 1393 ล้าน
CAGR 3.08%
แต่การตอบแทนผู้ถือหุ้นต่างกันสิ้นเชิง
2138:HK แม้รายได้จะโตดี แต่ต้องมีภาระ ดอกเบี้ย
ยิ่งดอกเบี้ยขาขึ้น เมื้อกู้มาขยายทำให้ดอกเบี้ยจ่ายเยอะ
การซื้อกิจการมาแพงๆ ทำให้ต้อง บันทึก การด้อยค่าจาก Goodwill สุดท้ายเงินซื้อกิจการแพงๆ จึงไม่รู้เข้ากระเป๋าใคร สะท้อนไปที่
กำไร
2019 361 ล้าน ปันผล 0.35 ต่อหุ้น
2024 -18.9 ล้าน (ขาดทุน) ปันผล 0.005 ต่อหุ้น
กลับกัน
1830:HK แม้รายได้โตน้อย แต่มีความระมัดระวังในการขยาย ไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย กำไรเท่าไหร่จึงจ่ายเงินปันผลหมด
กำไร
2019 319 ล้าน ปันผล 0.339 ต่อหุ้น
2024 315 ล้าน ปันผล 0.315 ต่อหุ้น
แต่โอกาสของ 1830:HK ไม่ได้อยู่ที่ ฮ่องกง แต่อยู่ที่จีน ที่มีโอกาสเติบโตมากกว่า เพราะจากข้อมูลการเข้าถึงบริการ Aesthetic medical จากจำนวนคน 1000 คน
ปี 2020
เกาหลีใต้ 90 คน
บราซิล 50 คน
ญี่ปุ่น 30 คน
จีน 18 คน
ยังไม่นับรวมโอกาสจาก รายได้จากชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น การมีลูกน้อยลง แล้วเงินตรงนั้นมันจะไปลงที่ไหน
1830 เคยมีแผนเข้าไปขยายในจีนครั้งนึง โดยตั้งเป้าจะขยายปีละ 10 สาขาทุกปี แต่เจอปัญหาเรื่องการบริโภคชะลอตัวในจีน และความไม่ชัดเจนเรื่องกฏระเบียบ ทำให้ต้องพับแผน
สุดท้ายต้องกลับมาขยายต่อใน ฮ่องกงแทน
โดยมีแผนจะเปิดเพิ่ม 10 สาขา
พอรายได้กระจุกในฮ่องกง ที่การบริโภคชะลอตัวไม่ต่างจากจีน และโอกาสที่จะโตจากในฮ่องกงมันก็ไม่ได้เยอะ แม้รายจ่ายลูกค้า Aesthetic ต่อหัวในฮ่องกงจะสูงถึง 28,000 HKD ต่อคนต่อปี
สูงกว่าในจีนที่ ต่อหัวต่อคน 15,000 HKD แต่ข้อจำกัดของจำนวนประชากรต่างกันลิบลับ
ในเมื่อความหวังการเติบโตมันน้อย
ตอนนี้1830:HK เลยเทรดกันที่
PE 9 ปันผล 12% ไร้หนี้ และ ROE 50%
แต่เมื่อ 2373 แสดงให้เห็นแล้วว่า ที่จีนไม่ได้ชะลอ อย่างที่คิด แถมเคยมีการจัดระเบียบอุตสาหกรรมความสวยความงามในจีน กฏระเบียบต่างๆ ทำให้ร้านเล็กๆน้อยๆ หายไปเยอะ รวมถึง การคำนึงถึงความปลอดภัยในการเลือกใช้บริการของลูกค้ามากขึ้น
พี่ก็น่าจะลองไปขยายที่จีนอีกรอบนะฮะ😅
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น