คลิปนี้อจ.ดาโมดารันมาพูดเรื่อง AI กับการลงทุนครับ
AI จะทดแทนนักลงทุนได้หรือไม่? ผมสรุปมาให้คร่าวๆใครสนใจดูเพิ่มเติมในเม้นท์นะครับ
1. Rule based vs Principal based
ถ้าเป็น Rule based AI จะสามารถทำได้ดี เพราะปัจจัยและกฏต่างๆในการลงทุนชัดเจน
Principal based จะยากกว่า เพราะมีหลักการที่ชัดเจนแต่บางครั้ง Mechanic การลงทุนแตกต่างและมี Dynamic มากกว่าแบบ Rule based
ยกตัวอย่างเช่น AI จะลงทุนตาม Rule 100% แน่ๆ แต่มนุษย์บางครั้งจะมีการ Take shortcut ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หรือใช้ทางลัดและก้าวข้ามกฏบางอย่างไป
2. คนมี Bias AI ก็มี Bias เช่นกัน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI มีการยอมรับว่า AI ของตนเองไม่ได้เป็นกลาง และที่ต้องยอมรับเพราะใน Code ของ AI มีการใส่ Bias Behavior เข้าไปด้วย (อันนี้ผมเดาว่าน่าจะเป็นที่ Elon Musk เคยบ่นว่า AI ของบางบริษัทเป็น Woke AI ไม่ใช่ Truth AI)
3. มนุษย์สร้างภาพลวงตาให้ตัวเองบ่อยๆ เพื่อให้ตัวเองคิดว่าเป็นกลางแต่จริงๆแล้วการสร้างภาพลวงตาบนหลักการก็คือ Bias ประเภทหนึ่ง แต่ข้อดีคือการสร้างภาพลวงตาให้ตัวเองแบบนี้เป็นสิ่งที่ AI ทำได้ยาก (คนละแบบกันกับ AI Hallucination)
4. Generalist vs Specialist Generalist มักมีมุมมองที่กว้างกว่า ทำให้ได้เปรียบ Specialist ในบางเรื่องที่มักจะเห็นสิ่งต่างๆแค่ Dimension เดียว ซึ่งอาจถูกทดแทนด้วย AI ได้ง่ายกว่า
5. ปัจจุบันนี้เรามีศักยภาพในการเข้าถึงข้อมูลมากกว่าในอดีตเยอะ อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆก็ทันสมัยกว่าแต่ก่อนมาก แต่อจ.ดาโมดารันมองว่าคุณภาพของการวิเคราะห์กับลดลงในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา
6. ในช่วงหลังๆมนุษย์เราใช้ Reasoning ในการหาคำตอบน้อยลง เพราะสงสัยอะไร จะไม่ค่อยคิดแล้ว เปิด Google Search อย่างเดียว ในระยะยาวศักยภาพในการใช้เหตุผล หรือ Reasoning ของมนุษย์จะลดลงเรื่อยๆ
7. ที่เป็นแบบนั้นเพราะคนส่วนใหญ่กลายเป็น Excel Ninjas (อารมณ์คนที่ใช้ตัวเลขเพียวๆ) และอิงกับตัวเลขมากเกินไปจนลืมคิดถึงเหตุผลและ Story ที่สร้างตัวเลขเหล่านั้น
8. มนุษย์มีสมอง 2 ฝั่ง ฝั่งซ้ายใช้คิดเรื่อง Logic ฝั่งขวาคิดเรื่อง Story คนส่วนใหญ่ตอนนี้ใช้สมองฝั่งเดียวในการลงทุนคือฝั่งซ้าย ส่วนคนที่อยู่ใน Silicon Valley บางทีก็ใช้สมองฝั่งขวามากไป (อารมณ์ Story สวยหรู แต่ตัวเลขไม่ได้ 555)
9. ความแตกต่างระหว่าง Story กับ Fairy tales คือ Story ที่ดีจะเชื่อมโยงกับตัวเลข ถ้าเชื่อมโยงไม่ได้หรือไปคนละทาง Story นั้นอาจจะเป็น Fairy tales
10. Empty Mind is a Devil's workshop การไม่คิดตลอดเวลาและปล่อยให้จิตใจว่าง จะทำให้จิตของเรามีพลังในการคิดและสร้างสรรค์ได้มากกว่า (อันนี้ถ้าตามหลักของการทำสมาธิคือการมีจิตที่แหลมคม จิตที่ผ่องใส จะทำงานอะไรก็ทำได้ดีกว่า)
11. พวก Aha Moment มักจะมาตอนที่จิตในว่างเปล่า (ยกตัวอย่างตอนนี้ Apple ตกใส่หัว Galileo แล้วคิดทฤษฎีแรงโน้มถ่วงได้ (คือถ้ามาตอนจิตใจกำลังสับสนอาจจะแค่ด่า Apple แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น)
13. หลังหิมะตกหนัก Value Investor คือคนที่ออกไปเคลียร์หิมะออกจากทางเดินหน้าบ้าน มีเหตุมีผลแบบสุดๆ ส่วน Growth Investor เหมือนเด็กๆที่วิ่งออกไปเล่นหิมะปั้น Snowman มีจินตนาการสุดๆ อจ.เองก็ไม่มีคำตอบเหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วใครจะได้เปรียบใครมากกว่า
14. มนุษย์ส่วนใหญ่มักจะประเมินมูลค่าโดยมองข้ามหายนะระดับ (Catastrophe) เพราะถ้าหายนะครั้งใหญ่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เราทำอยู่ ก็คงไม่ Matter แล้ว .... เพราะถ้าอุกบาตชนโลก หุ้นจะขึ้นหรือลงเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญแล้ว เช่นคงไม่มีใครซื้อบ้านริมทะเล แล้ว Priced in ความเสี่ยงของ Tsunami เข้าไป ดังนั้นความ Irrational หรือไม่มีเหตุมีผลอยู่ในสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันอยู่แล้ว
15. Google Search ทำให้คนมีศักยภาพในการคิดหาเหตุผลน้อยลง Smartphone ทำให้คนแทบไม่มีเวลาที่จะมีจิตที่ว่างเปล่า GPS ทำให้คนอ่านแผนที่ไม่เป็นแล้ว สุดท้ายต้องพึ่งพิง กับ Technology เหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเราทำงานแบบ Specialized มากเท่าไหร่เรามักจะมองมุมเดียว เราจะมีเหตุมีผลน้อยลงเรื่อยๆ มีเวลาน้อยลงเพราะใช้เวลากับ Smartphone มาก ทั้งหมดทั้งปวงนี้ยิ่งจะทำให้คนต้องพึ่งพิงกับเทคโนโลยีมากขึ้นไปอีก
16. แล้วทีนี้จะทำยังไงไม่ให้เทคโนโลยีหรือ Bots มาแย่งงานเราไป?
สร้างผลงานในพื้นที่ Private ไม่ให้โดน Bots ขโมยไป แต่ก็ไม่ 100% Bots ก็สามารถเอา Action ของเราไป Reverse Engineer เหตุผลเบื้องหลังได้
System Protection ทำงานในที่ๆมีระบบในการป้องกัน Know how ของคุณเช่น การจะประเมินมูลค่าบ้านคุณต้องมีใบอนุญาติในการประเมินมูลค่า ต่อให้ Bots ประเมินมูลค่าได้ แต่คุณมี System / Regulation บางอย่าง ในการปกป้องคุณอยู่ คุณก็จะรอด
สร้าง Moat ของตัวคุณเอง ทำสิ่งที่ Bots ทำไม่ได้ สร้าง Niche ที่เป็นของตัวคุณขึ้นมา Specialize ใน Multiple Domain -> เป็นแนวๆ Expert Generalist
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น