หลักการวิเคราะห์หุ้น ในความคิดของ น้องอ๋อง ปรัชญา เตียวเจริญ ในงาน SkillLane
1.รายได้บริษัทที่ลงทุนโตจากอะไร TAM โตจากอะไร
ตัวอย่าง ตอนปี2000 นักท่องเที่ยวแค่ 10 ล้านคน
เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ให้ความเห็นว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มอีกหลายเท่าตัว หลังจากนั้น เพิ่มเป็น 4เท่า ฝรั่งเศส 80ล้านคน มีพื้นที่ 5แสนตรม เท่าไทย
ฝรั่งเศสมีสิ่งปลูกสร้างเยอะ ดึงคนไปเที่ยวเยอะ
2,รายได้โต ใช้capex มากหรือน้อย
ถ้าโตด้วยlow capex เช่น เพิ่มยอดขายโดยลงทุนน้อยมาก ถือว่าok
Growth with low marginal cost
3.คุณภาพและรายได้ กำไรเดิม solidไหม
เช่น บริษัทที่ขายของตกแต่งบ้าน ก่อนหน้าเอาชนะโดยกินแชร์จาก traditional trade
วันนี้อาจจะโดน ที่แกร่งกว่าเดิม มาแย่งตลาดไป
สิ่งที่เขาพูดว่ารายได้ กำไรโต มันsolidไหม ต้องคิดต่อ
4.Value Proposition ของมันคืออะไร
ตัวอย่างเช่น ร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย value of proposition คือเข้าถึงง่าย และต่างจากเจ้าที่มาจากญี่ปุ่นอีกเจ้าอย่างไร
5.Switching cost
เช่น มือถือค่ายผลไม้ จ่ายค่าใช้ cloud จะย้ายไปอีกค่ายก็ยากขึ้น เพราะมีข้อมูลอยู่cluodแล้ว
6.Scale economies มีตัวอย่างในสไลด์ ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจเทคโนโลยี
ธุรกิจเครื่องสำอาง อะไรเป็นfactorที่ฉีกจากคู่แข่ง ทิ้งคู่แข่งไปเลย ยังหาคำตอบไม่ได้
น้ำหอมจากยี่ห้อแบรนด์ดัง ก็เป็นscale economiesอยู่ จากกระเป๋ามาน้ำหอม
7.%GPM ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
GPยืนได้ไหม ถ้ายอมลด เพื่อให้ได้ยอดโต แต่มีไม่กี่บริษัทในไทย ที่ยอดขายเพิ่ม GPไม่ลดด้วย ใน10ปี
อย่าดูNPM เพราะผู้บริหารอาจเลื่อนการลงค่าใช้จ่ายด้วย
8.เราในฐานะนักลงทุน เรามองเห็นธุรกิจนี้ในปลายทางคราวๆอย่างไร
อาจจะมาจากเราวิเคราะห์รวมถึงได้พูดคุยกับผบหด้วยครับ

เล่าสั้นๆ
ศิลปะการมองขนาดตลาด
.
Total Addressable Market หรือที่มักเรียกกันว่า "TAM" คือ ขนาดตลาดทั้งหมดที่กิจการจะเกิดการขายสินค้าหรือบริการได้ หากกิจการครองตลาดได้ 100% จะมียอดขายเท่ากับ TAM เช่น TAM ของบริษัทรถยนต์ EV ใดๆอาจจะเป็นมูลค่าตลาดรถยนต์ทั่วโลก เป็นต้น
.
สำหรับนักลงทุนการเข้าใจข้อมูลขนาดตลาดของหุ้นตัวใดๆนั้นมีความสำคัญ เพราะ จะช่วยในการวิเคราะห์ศักยภาพในการเติบโตของตลาดและยอดขายของกิจการ ทั้งหมดส่งผลต่อการประเมินมูลค่ากิจการในอนาคต
.
การค้นหาตัวเลข TAM จากช่องทางต่างๆในยุค Digital แบบปัจจุบันนี้ทำได้ไม่ยากเลย แต่การมองขนาดตลาดเป็นที่แท้จริงนั้นเป็น "ศิลปะ" เพราะ ข้อมูล TAM ที่คุณได้รับมา ไม่ว่าแหล่งข้อมูลนั้นจะน่าเชื่อถือแค่ไหน "ไม่เคยเป็นตัวเลขขนาดตลาดที่แท้จริง" (โดยเฉพาะข้อมูลจากทางบริษัท) เพราะ มันเกิดจากการทำวิจัยตลาดที่ต้องการตั้งสมมติฐานมากมาย ดังนั้น เป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่ประเมินขนาดตลาดที่แท้จริงผ่าน Sense ทางตัวเลข
.
นอกจากนี้แท้จริงแล้วในโลกแห่งการแข่งขัน ไม่มีกิจการใดในโลกที่สามารถครอบครอง TAM ได้ 100% แต่ตลาดอาจจะเป็นเพียงบางส่วนตลาดของ TAM เท่านั้น ที่เป็น Market Segment ที่กิจการสามารถเข้าถึงได้จริง Service Available Market (SAM) การ Focus ที่ตัวเลข "SAM" จึงสำคัญกว่า หน้าที่ของนักลงทุนคือแบ่งสัดส่วนตลาดที่กิจการมีโอกาสเข้าถึงได้จริง
.
สุดท้าย ไม่ว่าตลาดจะมีขนาดใหญ่แค่ไหนคงไม่มีความหมายเลย หากกิจการไม่สามารถครอบครอง Market Share ได้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่ประเมินศักยภาพทางการแข่งขันที่ยั่งยืนของกิจการ เพื่อจะหา Serviceable Obtainable Market "SOM" หรือโอกาสที่กิจการจะครอบครองตลาดได้อย่างแท้จริง
.
มุมมองส่วนตัว
Pocket investor
📌🐲สรุป Mindset ไอเดียการลงทุนยุคใหม่ “Value Investor Masterclass (Dragon Edition) เคล็ดลับลงทุนหุ้นไทย-จีนแบบเซียน VI (Hybrid Class)” คลาสของ Skilllane by หุ้นทรง A
-พี่มี่ ทิวา
✅ -ถึงแม้จะมีบางสภาวะที่ตลาดหุ้นดัชนีไม่ไปไหน แต่มันจะมีบางธุรกิจที่มันสามารถโตขึ้นไปได้ถึง 10 เด้ง 20 เด้ง เพราะกำไรเติบโต ยกตัวอย่างใน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็มี Toyota และ Uniqlo มันอยู่ที่ว่าคุณจะหาธุรกิจแบบนั้นเจอมั้ยก็ต้องอาศัยความขยันถ้าคุณรักในการลงทุน หลักการง่ายๆเลย คุณจะต้องรู้ว่าตัวเองชอบอะไร และรักที่จะทำมัน “ Love what you do “ อย่างผม(พี่มี่) หามันเจอคือผมเป็นคนชอบอยากรู้อยากเห็น พอไปเจออะไรก็ชอบคิดวิเคราะห์เรียนรู้ ชอบอ่านหาเหตุผล และผมก็ชอบหาความรู้เกี่ยวกับ อสังหา,อุปกรณ์ IT ,จนล่าสุดก็หลงใหลใน AI ต้องลงทุนในสิ่งที่เราชอบ เราจะสนุกมีความสุขไปกับมัน.
✅ -นักลงทุนชอบลงทุนอะไรที่เป็นเรื่องใหม่ๆ ถ้าสังเกตุบางธุรกิจที่มันมูลค่าถูกๆ (PE ต่ำ) ไม่ไปไหนสักทีเพราะทุกคนก็รู้แทบกันหมดแล้ว.
✅ -การลงทุนในหุ้นจีน คือ อันดับแรกต้องหา ธีมของหุ้นให้เจอก่อน และ สินค้าบริการ ต้องมีราคาที่ถูกกว่ารวมไปถึง คุณภาพที่ลูกค้าได้รับต้องดีกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรม บริษัทจีนรูปแบบเก่า เจ้าของจะถือหุ้นค่อนข้างเยอะ ประมาณ 60%+แต่ถ้าเป็นธุรกิจ Tech ในจีนจะถือหุ้นกันน้อยๆไม่ค่อยมีสัดส่วนมากอย่างที่นักลงทุนมองหา.
✅ -การมอง Valuation มี 2 แบบ
1. Present value --> คนรู้กันหมดแล้ว
2. Future value --> ถ้านักลงทุนเห็นภาพอนาคตนี้ก่อนคนอื่นๆ จะได้กำไรไป ทักษะสำคัญคือการมองไปข้างหน้าในอนาคต และต้องแม่นยำใกล้เคียงให้มากที่สุด
-สิ่งสำคัญถ้าเรามีทักษะตรงนี้แล้วสามารถลงทุนได้ตลอดชีวิต ถึงแม้เวลาจะผ่านไปแค่ไหนอายุจะเยอะมากแค่ไหน ก็สามารถลงทุนได้ แต่ระหว่างทางเราต้องบ่มเพาะ สร้างเหตุ ด้วยการขยัน อ่านเยอะๆ เรียนรู้ หาเรื่องที่เราสนใจและไม่เบื่อที่จะศึกษามัน.
(ผมขอเสริมตรงนี้นิดนึงครับ ในยุคนี้ข้อมูลความรู้ ข่าวสาร มันเยอะมากๆ และผมคิดว่าในสมัยนี้นักลงทุนต้องมีทักษะอีกอย่างคือ การวิเคราะห์และแยกแยะข้อมูลที่ดีหรือเลือกที่จะนำข้อมูลอันไหนที่ดีเป็นประโยชน์กับตัวเองใส่เข้ามาในหัวสมอง ความยากของมันคือ เราจะรู้ได้ไงว่าเราเอาขยะเข้าสมอง ซึ่งหลายๆคนไม่รู้ รวมถึงตัวผมด้วย 😂 อย่างประโยคที่ว่า “Garbage in,Gabage out” ).
-พี่อ๋อง ปรัชญา
✅ -กลยุทธิ์การลงทุนของผมจากแต่ก่อนจนถึงปัจจุบันนี้ ผมยังมอง Bullish กับประเทศไทยอยู่ และนักลงทุนเก่งๆก็ไป ต่างประเทศ กันหมด เพราะมองว่าประเทศไทยไม่มีอะไรแล้ว รวมถึงเด็กรุ่นใหม่ๆ Mostly ก็ไม่ค่อยภูมิใจในความเป็นไทยเท่าไหร่นัก ดังนั้น ผมคิดว่าเราต้องทำการบ้านให้หนักขึ้นกว่าเดิมและผมมองว่ามันยังมีโอกาสสำหรับหุ้นไทย.
✅ -สมัยก่อนตอนที่ผมลงทุนใหม่ๆ มันจะต้องเล่นหุ้นด้วย Story ตลาดถึงจะปรับ PE อันนี้คือ Playbook แรกๆที่ผมใช้ และจะเน้น Switching หุ้นบ่อยมาก ตลาดมันไม่ได้ซับซ้อนมากเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ และสิ่งสำคัญคือต้องมองหุ้น เป็นธุรกิจจริงๆ และเล่นท่าที่เราเล่นได้ ท่าที่เราถนัด แล้ว Snowball ไปเรื่อยๆ สมัยนี้ผมคิดว่าถ้าลงทุนแล้วได้กำไรจะต้อง เป็นธุรกิจที่มีกำไร Solid ต่อเนื่อง กำไรที่มาแค่ ไตรมาส ต่อ ไตรมาส มักจะไม่ค่อยเล่นกัน ในตลาดหุ้นไทย มี Smart money เยอะมันเลยทำให้หุ้นไทยยากแต่มันก็ทำให้เราได้พัฒนาตัวเอง.
✅ -หลักการที่ผมไปนั่งตกผลึกมาหลังจากที่กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยยุคนี้ คือ
1.รายได้บริษัทจะโตจากอะไร —> TAM อุสาหกรรมโต หรือ แย่ง Share
2.รายได้ที่โตใช้ Capex มากหรือน้อย
3.คุณภาพของรายได้และกำไรของธุรกิจ
4. Value Proposition
5. Switching cost
6. Scale Economies
7. %GPM ในอดีต
8. ปลายทางของธุรกิจ
พี่ Jekky
✅-นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้าตลาดจะใช้ PE ในการ Valuation ในช่วง Maturity stage แต่การที่เราจะสามารถรวยได้จากหุ้นจริงๆแล้วเค้าไม่ได้ ใช้ PE แต่เค้าจะใช้การมอง Market cap / TAM ด้วย Risk Reward Ratio เราก็ต้องมองว่าธุรกิจแบบนี้มันมี Market cap ที่สามารถไประดับ 20-30 เด้งได้มั้ย?.
✅-และจังหวะที่ทำให้เรารวยได้คือ เกิดวิกฤต มันจะมีวิกฤตหลายอย่าง วิกฤตประเทศ,วิกฤตอุตสาหกรรม วิกฤตตัวธุรกิจเอง และเราจะรู้ได้ยังไงว่ามันเป็นวิกฤตที่ชั่วคราว เพราะ วิกฤต ที่เป็นโอกาสมันมีน้อย เรามีหน้าที่ Scan ว่าอันไหนมันเป็นโอกาสมากกว่าและมันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง.
✅-หา บริษัทที่ TAM ยังเล็กๆหรือไม่ชัด และมีโอกาสเติบโตไปเป็น TAM ใหญ่ๆได้ และที่สำคัญในการปั้นพอร์ตคือ Risk Rewad Ratio, Expected Return ต้องเป็นบวก.
-ขอขอบคุณทาง #Skilllane ที่เชิญให้ผมได้เข้าร่วมคอร์สเรียน ‘Value Investor Masterclass’ เคล็ดลับลงทุนหุ้นไทย-จีนแบบเซียน และขอบคุณพี่มี่ พี่อ๋อง พี่ Jekky ที่ให้ความรู้วิทยาทานกับนักลงทุนที่กำลังต่อสู้บนเส้นทางนี้ด้วยครับ 🙏🏻🙇🏻
6 ประเด็นสำคัญจากคลิปของ พี่ตู้และพี่แดม
“ทำไมแพลตฟอร์ม ถึงเป็นโมเดลธุรกิจที่ชนะรวบ และล้มยาก” l Talk ลงทุนแมน
1.เรื่อง Platform Business และ Network Effect
- “Platform Business” คือโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้ใช้งานหลายกลุ่มให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ หรือข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม
- Network Effect คือการที่มูลค่าของแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นเมื่อมีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น เช่น “Facebook, LINE, Shopee”
- ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Shopee ที่มีผู้ขายมากขึ้นดึงดูดผู้ซื้อ และผู้ซื้อที่มากขึ้นก็ยิ่งดึงดูดผู้ขาย เป็นวงจรที่เสริมกัน
- ข้อดีของ Platform Business คือ
–> Scalability: สามารถขยายตัวได้รวดเร็วด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำ เช่น ซอฟต์แวร์และบริการดิจิทัล
–> Durable Competitive Advantage (DCA): เมื่อถึงจุด Network Effect ที่แข็งแกร่งแล้ว คู่แข่งใหม่เข้ามาแข่งขันได้ยาก ทำให้แพลตฟอร์มมีความยั่งยืน
–> Low Marginal Cost: การเพิ่มผู้ใช้ใหม่ไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มมาก เช่น Netflix ที่เพิ่มสมาชิกโดยต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ไม่เพิ่มตาม
2. ความเข้าใจผิดที่มักเจอบ่อยๆ เกี่ยวกับ Platform Business
- Platform Business ไม่ใช่แค่เป็นคนกลาง (Middleman) เช่น 7-Eleven เป็น Retailer ไม่ได้สร้าง Network Effect อย่างแท้จริงแม้จะมีองค์ประกอบแพลตฟอร์มบางส่วน
3. ข้อเสียและความเสี่ยงของ Platform Business
- Technological Shift การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่น จาก Desktop OS ไป Mobile OS ทำให้ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวทันเช่น Microsoft สูญเสียส่วนแบ่งตลาด
- Consumer Behavior Shift พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เช่น MySpace เสียส่วนแบ่งให้ Facebook ที่ปรับตัวได้ดีกว่า
- High Tipping Point บางแพลตฟอร์มต้องการ Network Effect ในระดับที่สูงมากเพื่อถึง Critical Mass ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรและเวลามาก หากไม่ถึงจุดนั้นก็จะไม่สามารถขยายตัวได้
4. การประเมิน Platform Business ที่ดี
- วิเคราะห์ความแข็งแกร่งของ Network Effect เช่น C2C (Customer-to-Customer) อย่าง Airbnb หรือ YouTube มักมี Network Effect ที่แข็งแกร่งกว่า B2C (Business-to-Customer)
- ควรเลือกแพลตฟอร์มที่สามารถขยายตัวได้ง่ายและรวดเร็ว (Scalability and Virality)
- วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่าง Global Effect เช่น Airbnb ที่มีผลทั่วโลก กับ Local Effect เช่น Uber ที่ผลต่อผู้ใช้จำกัดในพื้นที่
- คุณภาพของ Management สำคัญมาก ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์และปรับตัวได้ดีตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด
5. ไม่มีที่ยืนสำหรับเบอร์สอง:
- ใน Platform Business เบอร์สองมักไม่มีที่ยืน เบอร์หนึ่งจะได้รับประโยชน์จาก Network Effect อย่างเต็มที่ เช่น Uber เทียบกับ Lyft หรือ iOS และ Android ที่ครองตลาด Mobile OS โดยไม่มีพื้นที่สำหรับระบบอื่นๆ
6. ข้อควรระวังสำหรับนักลงทุน Platform Business
- ตรวจสอบจุด Critical Mass ของแพลตฟอร์มว่าต้องใช้ทรัพยากรและเวลามากแค่ไหนในการไปถึง
- Network Effect เป็นแค่หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แพลตฟอร์มมีศักยภาพ ต้องดูปัจจัยอื่นๆ เช่น ขนาดตลาด (TAM) และ Unit Economics
- แพลตฟอร์มบิสเนสมักเป็นตลาดที่ผู้ชนะได้ทุกอย่าง (Winner Takes All) การลงทุนในเบอร์สองอาจไม่ประสบความสำเร็จ
Super stock หายังไง
1 หลายคนชอบถามว่าพี่เชาว์หา super stocks ได้ยังไง ใครจะไปรู้อนาคต บางคนยังชอบมาแซะว่าแค่โชคดีมั้ง 555
2 วิธีที่ผมทำคือการศึกษาหุ้น super stocks ในประเทศที่เจริญแล้วแบบอเมริกา ดูรายชื่อหุ้นที่แนบมาได้เลย
3 เราต้องศึกษาหุ้นพวกนี้จนเข้าใจจริงๆ ว่าหุ้นเหล่านี้มี durable competitive advantage (DCA) อะไร ทำไมบริษัทถึงมีความสามารถสร้างยอดขาย เติบโต ต่อเนื่องได้อย่างยาวนาน ลองเลือกศึกษาหุ้นที่เข้าใจง่ายๆ ก่อน
4 ต่อมาศึกษาด้วยว่าการมี DCA ที่ว่าจะทำให้บริษัทพวกนี้เติบโตได้เร็วขนาดไหน อนาคตอีกหลายๆ ปีข้างหน้า บริษัทจะมีหน้าตาประมาณไหน
5 หุ้น super stocks ที่มี dca มักจะมีความแน่นอนสูง ชนะคู่แข่ง เติบโตไปเรื่อยๆ ปีแล้วปีเล่า อย่างไรก็ดี หุ้นแบบนี้มีน้อยมาก มีแค่ 1% ประมาณว่าดูหุ้น 10,000 ตัว เจอแค่ 100 ตัว ใน list นี้มี VI เก่งๆ คัดมาให้แล้ว
6 พยายามหา secret saurce มองให้ออกว่าบริษัทแบบนี้มีอะไรที่คล้ายๆ กัน เช่น มีความเป็นเครื่องพิมพ์เงินสด สร้าง free cashflow เสมอ มักไม่มีหนี้ มีเงินเหลือมาจ่ายปันผลหรือซื้อหุ้นคืนตลอด
7 พอเข้าใจก็ลองมองหาหุ้นแบบนี้ในตลาดหุ้นไทย ในตลาดหุ้นที่เจริญแล้วแบบอเมริกามี VI เก่งๆ เยอะมาก หุ้นพวกนี้ดีมาก ราคาก็มักสะท้อนไปแล้ว หุ้นขึ้นมาเป็น 100 เท่า 1,000 เท่า 10,000 เท่าก็มี ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาส นลท ส่วนใหญ่มองไม่ออกว่าหุ้นไหนคือ super stocks ใครมองออกยังมีโอกาสได้หุ้น 10 เด้ง 100 เด้ง 1,000 เด้ง
8 หุ้นที่ผมได้กำไรแบบหลายสิบเด้ง นลท ไทย ส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าเป็นหุ้น super stocks เลย ผมคิดว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสอีกมาก อาจจะเพราะ นลท ส่วนใหญ่เน้นมองสั้นๆ 2-3 ไตรมาส นลท ที่มองยาวหลายๆ ปียังมีน้อยมากๆ
9 ขณะที่ตลาดอเมริกา คนเก่งๆ มีเยอะ โอกาสอาจจะมีแค่บางช่วงบางตอนที่หุ้น super stocks บางตัว have a few bad quarters ราคาลงมาแรงเพราะ นลท ที่เล่นสั้นถล่มขาย จึงอาจจะเป็นโอกาส
10 ประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก นลท ที่บอกว่าหุ้น super stocks ในไทยไม่มีแล้ว ผมว่าที่เขาบอกว่าไม่มีน่าจะเพราะไม่ได้มองมากกว่า โอกาสมีอยู่เสมอ บางทีอยู่ที่ปลายจมูก หรือขนตา แต่เราดันมองไม่เห็นเองมากกว่าครับ
วิธีหาไอเดียหุ้นและลงทุนง่ายๆสไตล์ Columbia Business School ของ Professor Bruce Greenwald ครับ
#เทรนด์ลงทุน
Process จะแบ่งออกเป็น 4 ข้อใหญ่ด้วยกันคือ
1. Search - การค้นหาหุ้น
2. Valuation - การประเมินมูลค่าหุ้น
3. Review - การวิเคราะห์ Story
4. Risk Management - การบริหารความเสี่ยง
#SEARCH
แบ่งได้ออกเป็น 4 วิธีหลักๆ
1.1 Cheap - หาหุ้นที่ราคาถูก
1.2 Ugly - หาหุ้นที่คนไม่ชอบ หรือเกลียด
1.3 Obscure - หาหุ้นที่กำลังมีประเด็นคลุมเครือที่ไม่ชัดเจน
1.4 Otherwise Ignored - หุ้นที่ตลาดอาจจะลืมไปแล้ว
#VALUATION
2.1 Asset - ประเมินมูลค่าด้วย Asset ที่มี
2.2 Earnings Power - ประเมินมูลค่าด้วยกำไรและกระแสเงินสด (อันนี้น่าจะใช้กันเยอะสุดแล้ว)
2.3 Franchise - ประเมินมูลค่าของแฟรนไชส์หรือแบรนด์
#REVIEW
3.1 Key Issues - ประเด็นที่ต้องสนใจคืออะไร
3.2 Collateral Evidence - มีข้อมูลและหลักฐานประกอบที่ชัดเจน
3.3 Personal Biases - จัดการกับความเชื่อและ Bias ของตัวเราเอง
#RISKMANAGEMENT
4.1 Margin of Safety - หุ้นตัวนั้นมี Margin of Safety เท่าไหร่
4.2 Some Diversification - การกระจายความเสี่ยงอย่างถูกวิธี
4.3 Patience - Default Strategy - การรอคอย และกลยุทธ์หลักที่ใช้ในการลงทุน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น