โปรดอ่าน 1.เนื้อหาในบล็อกอาจจะมีการ copy มาจาก facebook หรือที่อื่นเป็นเพียง การมาอ่านทบทวนหรืออ่านไม่ทัน อ่านแล้วลืม เพื่อไม่ให้หายไปตามการเวลา 2.เนื้อหาอาจอ่านไม่รู้เรื่อง ซึ่งไม่ได้ทำละเอียด ทำตามความเข้าใจตัวเอง และสั้นกระชับ สามารถถามได้ จะตอบแค่เพียงสิ่งที่รู้
ค้นหาบล็อกนี้
วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567
monster
PRCT
วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2567
NAT
รายละเอียด NAT
จากข้อมูลที่ให้มา พบว่ามีการกล่าวถึงบริษัท NAT ในแหล่งข้อมูล โดยระบุว่า NAT เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเน้นงานภาครัฐเป็นหลักถึง 80% โดยเฉพาะงานจาก บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ NAT
ความสัมพันธ์ระหว่าง NAT และ TOT
- เดิมที TOT ใช้ระบบของ Lenovo และ HP แต่ประสบปัญหาขัดข้องบ่อยครั้ง NAT จึงได้นำเสนอระบบของ Dell เข้าไปแทนที่
- NAT กลายเป็นผู้จำหน่ายระบบ (vendor) รายหลักของ TOT ทำให้ NAT มีโอกาสได้รับงานต่อเนื่องจาก TOT ในอนาคต
- งานส่วนใหญ่ที่ NAT ได้รับจาก TOT จะเป็นลักษณะงานเชื่อมโยงกับระบบเดิมที่ NAT ติดตั้งไว้ คล้ายกับการประมูลแบบเจาะจง ทำให้ NAT มีโอกาสชนะสูงถึง 80%
- NAT ตั้งเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจไว้ที่ 30% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ NAT
- อายุเฉลี่ยของพนักงาน NAT อยู่ที่ 35 ปี ถือว่าเป็นบริษัทที่มีพนักงานอายุค่อนข้างน้อย
- นักลงทุนสามารถติดตามข้อมูลการประมูลงานของ TOT ได้จากเว็บไซต์ของ TOT เพื่อประเมินยอดงานของ NAT ล่วงหน้าได้
หมายเหตุ: ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์นี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นจากแหล่งข้อมูลที่ให้มาเท่านั้น นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน
วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2567
China Gingko Education
แผนการใช้กำไรของ China Gingko Education
จากข้อมูลใน รายงานระหว่างกาล ปี 2567 ของ China Gingko Education Group Company Limited ("บริษัท") บริษัทมีแผนที่จะนำกำไรไปใช้ในการขยายธุรกิจ ดังนี้
- เพิ่มการขยายตลาด และยกระดับคุณภาพการสอน: บริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำและเป็นผู้พัฒนาต้นแบบในการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมการจัดการโรงแรมในประเทศจีน
- ขยายธุรกิจไปต่างประเทศ: บริษัทมีแผนที่จะจัดตั้งโรงเรียนในต่างประเทศ และสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรในต่างประเทศ
- พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม: บริษัทจะใช้ชื่อเสียงของวิทยาลัย Yinxing และโรงเรียนฝึกอบรม Yinxing Catering ในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อกระจายแหล่งรายได้
- ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: บริษัทได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในการก่อสร้างวิทยาเขตใหม่ Nanxi โดยเฟสแรกแล้วเสร็จในปี 2565 และอยู่ระหว่างการก่อสร้างส่วนขยาย ซึ่งรวมถึงหอพักนักศึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีการศึกษา 2567
โดยสรุป บริษัทมีแผนที่จะนำกำไรไปใช้ในการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
ภาพรวมธุรกิจของ China Gingko Education
China Gingko Education Group Company Limited ("บริษัท") เป็นผู้ให้บริการการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาในมณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน ธุรกิจหลักของบริษัทคือ วิทยาลัย Gingko College of Hospitality Management ("วิทยาลัย Yinxing") และโรงเรียนฝึกอบรม Yibin Yinxing Catering Management
วิทยาลัย Yinxing
- มีนักศึกษาประมาณ 20,728 คน ในปีการศึกษา 2566/2567
- เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี 30 หลักสูตร และหลักสูตรอนุปริญญา 24 หลักสูตร
- มีอัตราการจ้างงานของผู้สำเร็จการศึกษาอยู่ที่ 78.4% ในปีการศึกษา 2566/2567
แหล่งรายได้หลักของบริษัท มาจากค่าเล่าเรียนและค่าที่พัก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 95% ของรายได้รวม
กลยุทธ์ของบริษัท มุ่งเน้นไปที่
- การขยายตลาดและการยกระดับคุณภาพการสอน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมการจัดการโรงแรมในประเทศจีน
- การจัดตั้งโรงเรียนในต่างประเทศ และสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรในต่างประเทศ
- การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม โดยใช้ชื่อเสียงของวิทยาลัย Yinxing และโรงเรียนฝึกอบรม Yinxing Catering เพื่อสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลาย
การขยายธุรกิจ
- บริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างส่วนขยายของวิทยาเขตใหม่ Nanxi ซึ่งประกอบด้วยหอพักนักศึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีการศึกษา 2567
ข้อมูลเพิ่มเติม
- บริษัทไม่มีการลงทุนหรือการซื้อขายกิจการที่สำคัญในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567)
สัมนา
วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2567
SAB
“SABECO อาจดูเป็นหุ้นน่าเบื่อ แต่เติบโตมั่นคง DOWNSIDE จำกัด”
-สรุป 5 ข้อสำคัญ มุมมองหุ้น SABECO ในงาน “ลงทุนนอก 2024” โดย คุณบอล-ภาคย์ภูมิ ศิริหงษ์ทอง
1. SABECO เป็นใคร ?
SABECO หรือ Sabeco Brewery เป็นบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เจ้าสำคัญในเวียดนาม เจ้าของแบรนด์ดัง ๆ ในเวียดนาม เช่น Saigon Beer, 333
ข้อมูลสำคัญคือ SABECO มีเครือ ThaiBev เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
2. ความน่าสนใจของ SABECO
- หลัก ๆ คือตอนนี้ SABECO มีความแข็งแกร่ง แต่ตอนนี้ปัญหารุมล้อมเยอะ ทำให้ราคาหุ้นลงมาเยอะ
ซึ่งตอนนี้ DOWNSIDE น่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว และ P/E ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม
- SABECO อายุ 149 ปี มีชื่อเสียงมายาวนาน
- ตลาดเบียร์ที่เวียดนาม ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ใหญ่กว่าญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไทย
- แต่ทีนี้ตลาดมันยังเติบโตได้อีก เพราะอายุของประชากร ยังสามารถเข้าถึงวัยที่สามารถดื่มได้มากขึ้น รายได้ประชากรเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้น
3. ภาพรวมตลาดเบียร์ในเวียดนาม ในมุมตัวเลข
- ตอนนี้ Market Share เบอร์ 1 ของเวียดนาม เป็น Heineken อยู่ที่ 43% ส่วน SABECO อยู่ที่ 35%
ถ้าแยกตามแบรนด์ ตัวท็อป ๆ Heineken เป็นเบอร์ 1 แต่อันดับถัด ๆ มาเป็นของ SABECO ทั้งหมด เช่น Saigon Beer, 333
- แต่ต้องหมายเหตุว่า จริง ๆ แล้ว Market Share ของ SABECO เป็นเบอร์ 1 ตลอด เนื่องจาก ตลาดหลักของ SABECO ไม่เน้นขาย Modern Trade แต่เน้นเป็นร้านเล็ก ๆ ตามโชห่วย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มาก แต่อาจไม่ถูกนับอยู่ในรายงานยอดส่วนแบ่งตลาดทั้งหมด
- จุดเด่นของคู่แข่งอย่าง Heineken คือเรื่องแบรนด์ แบรนด์เขาดี ขายตามโรงแรม ตามร้านอาหาร และสถานบันเทิง
- ส่วน SABECO สามารถขายได้ทั่วประเทศ ขายตลาด Mass ซื้อจากร้านกลับไปดื่มที่บ้าน เพราะฉะนั้นด้านปริมาณการขาย SABECO เยอะกว่า Heineken
- ปัจจัยด้านอุตสาหกรรม ตลาดที่มีการแข่งขันเป็นแบบ กึ่งผูกขาด เนื่องจากมีเพียงผู้เล่นอย่าง Heineken และ SABECO ที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่เพียงแค่ 2 รายในประเทศเวียดนาม
4. ปัจจัยกดดันก่อนหน้านี้
- Decree 100 กฏหมายด้านการดื่มแล้วขับ ในเวียดนาม มีความเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ตลาดเบียร์ ติดลบ 25%
- รวมถึงเรื่อง BAC Limit 0.00% หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด 0.00% คือดื่มแค่นิดเดียวก็โดนปรับ ทำให้ร้านค้า ผับ สถานบันเทิง ได้รับผลกระทบอย่างมาก กระทบหุ้นกลุ่มนี้
- มาตรการขึ้นภาษีสรรพสามิต จาก 65% เป็น 100% ต่อราคาขาย ภายในปี 2031
เทียบง่าย ๆ ว่า ถ้าผู้ประกอบการส่งให้ลูกค้ารับภาระทั้งหมด จะทำให้ราคาเบียร์เพิ่มขึ้นประมาณ 21%
5. จุดเด่นหลัก ๆ ของ SABECO
- การฟื้นตัว และเติบโตต่อของเศรษฐกิจเวียดนาม
- ไม่ติด Foreign Limit ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของหุ้นในตลาดเวียดนาม
- ความสามารถในการขึ้นราคา ได้เปรียบกว่าคู่แข่งอย่าง Heineken เพราะตอนนี้ เบียร์ของ SABECO ยังถูกมาก เช่น จากเดิมกระป๋องจาก 16 บาท ถ้าคิดเรื่องมาตรการภาษี จะปรับราคาเป็น 19 บาท ซึ่งไม่ได้กระทบมากเท่าไร
สรุปมุมมอง คุณบอล-ภาคย์ภูมิ ศิริหงษ์ทอง ต่อหุ้น SABECO กำลังซื้อขายกันที่ช่วง P/E ในระดับต่ำ แต่รายได้ยังเติบโตดี มีปันผลดี จึงมองว่า DOWNSIDE ค่อนข้างจำกัด
“SABECO อาจดูเป็นหุ้นน่าเบื่อ แต่เติบโตมั่นคง DOWNSIDE จำกัดแล้ว..”
คำเตือน : โพสต์นี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูล ไม่ได้เป็นการชี้นำให้ซื้อหรือขายหุ้นแต่อย่างใด
Royal Caribbean
"เรือสำราญ ลำละ 70,000 ล้าน แต่ RCL ทำให้คืนทุนได้ ใน 2 ปี"
วิเคราะห์หุ้น Royal Caribbean ธุรกิจมีอะไรดี ทำไมถึงน่าสนใจ ? ในงาน “ลงทุนนอก 2024” โดย คุณเมธพนธ์ อมรธีรสรรค์, เจ้าของเพจหุ้นเปลี่ยนโลก
Royal Caribbean (RCL) คือบริษัทเรือสำราญ เบอร์ต้น ๆ ของโลก
เป็นหุ้นเกือบหลับ แต่กลับมาทำ ALL TIME HIGH ทุกครั้ง และฟื้นขึ้นมาหลายเท่าตัว จากช่วงโรคระบาด
- รู้ไหมว่า ธุรกิจเรือสำราญ โตเร็วกว่าเทรนด์การท่องเที่ยวในภาพรวม แถมยังกินแชร์โรงแรมเพิ่มขึ้น
ตอนนี้มีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคนต่อปี ท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญ
คิดเป็นเพียง 2.5% ของการเดินทางข้ามประเทศ จึงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
- ตั้งแต่ปี 2004 หรือ 20 ปีที่ผ่านมา มี 150 ล้านคนที่เคยนั่งเรือสำราญ แต่ปัจุบันคนที่มีศักยภาพขึ้นเรือสำราญได้ มีมากกว่า 1,000 ล้าน หรือมีอีกกว่า 850 ล้านคน ที่ยังไม่เคยลอง แม้จะมีเงินพอเที่ยวแล้ว
อุตสาหกรรมนี้ยังเล็ก แต่จะค่อย ๆ เป็นที่รู้จักมากขึ้น และจะกินส่วนแบ่งการท่องเที่ยวทางอื่นมาได้
- จุดที่น่าสนใจคือ ธุรกิจเรือสำราญของ Royal Caribbean มีอัตรากำไรน้อง ๆ ดิสนีย์แลนด์เลย ที่ประมาณ 15% ถ้ามองดูก็ Make sense มันคือดิสนีย์แลนด์ บนมหาสมุทร
ในทะเล เรือคือ Monopoly ที่สามารถชาร์จสินค้าและบริการเพิ่มเติมได้อย่างเต็มที่ แม้แต่ช็อปต่าง ๆ ที่อยากมาเปิด ก็ต้องแบ่งให้รายได้บางเจ้ามากถึง 50%
อีกอย่างที่เหมือนดิสนีย์คือ สเกล
เมื่อคนกว่า 6,000 คน มาอยู่รวมกัน ก็จะทำให้ Facility ทุกอย่างถูกใช้งานอย่างเต็มที่ อย่างเช่น โรงอาหารโรงนึง สามารถดูแลคนเป็น 2-3 พันคน
จุดเด่นอื่น ๆ ของ Royal Caribbean
- ธุรกิจยังสามารถดึงดูดแรงงานบนเรือ จากประเทศที่มีค่าแรงถูกได้
ทำให้อัตรกำไรดีขึ้นด้วย ต้นทุนแรงงงานไม่ Fix ต้องใช้คนภายในประเทศเหมือนกลุ่มโรงแรมทั่วไป
- คู่แข่งเข้ามาได้ยาก เพราะธุรกิจต้องลงทุนสูงมาก เรือแต่ละลำ มีต้นทุนสร้างถึง 70,000 ล้านบาท
แถมกว่าจะสร้างเรือมาได้ 7 ปี และต้องมีเรือเยอะ ๆ เพื่อให้ต้องเกิดการประหยัดต่อหน่วยด้วย ผู้เล่นใหม่จึงเข้ามาและเกิดได้ยากมาก ทำให้มีผู้เล่นหลัก ๆ ในอุตสาหกรรม 3 ราย กินส่วนแบ่งไป 3 ใน 4
แต่ถึงต้นทุนสร้างเรือจะสูงขึ้น ลำละ 70,000 ล้านบาท แต่ RCL สามารถทำให้คืนทุนได้ ใน 2 ปี
หุ้น Royal Caribbean จึงอาจเปรียบเสมือน เรือสำราญ ที่จะพาเราไปยัง Destination ของการลงทุน..
มีคนถามเยอะว่าได้จริงหรอสองปี ต้องบอกว่าถ้าภายในสองปีเป๊ะๆ อาจจะไม่ได้ครับ ต้องขออภัยด้วยครับ ผมคำนวณโดยให้ assumption ประมาณนี้ครับ
ราคาต่อคืนต่อหัวประมาณ $500/คืน (เฉลี่ยๆ จากทั้งห้องแพงและถูกและเผื่อ add on เช่นการเลือกชั้นหรือฝั่งของเรือที่ต้องการ กะเอาจากเว็บ cruiseplum ซึ่งตอนเรือเปิดตัวใหม่ๆ แพงกว่านี้อีกมากครับ)
ค่าใช้จ่ายบนเรือ $250/วัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ $100/วัน เพราะลำนี้เขาแวะเกาของตัวเอง และเป็นเรือใหม่ ของเล่นจัดเต็มโคตร คนพร้อมจ่าย
จำนวนคนต่อวัน 7000 (ผู้บริหารบอกเสริมเตียงกันเยอะมากที่ 130% ของ capacity)
จำนวนวันที่เดินทาง 360 วัน
อัตรากำไร EBITDA ของเรือน่าจะมี 45% ได้ (ระดับทั้งบริษัทอยู่ที่ 30%) แล้วแต่จะกะเอานะครับ
คำนวณออกมาจะตกกำไรปีละ $850m หรือคืนทุนเรือที่ราคา $2000m ในระยะเวลาสองปีกว่าๆ ครับ นอกจากนี้เรือเก็บเงินลูกค้าก่อนหลายเดือน และเป็น unrefundable ด้วย เพราะฉะนั้นกระแสเงินสดจะหมุนเร็วขึ้นอีกหน่อยครับ
ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกเรือจะทำแบบนี้ได้ และพอเรือเริ่มเก่า ก็จะชาร์จราคาได้น้อยลงตามอายุครับ เป็นข้อเสียของกลุ่มนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมต้องไปฟังเทปงานลงทุนนอกย้อนหลังนะครับ ^^
ลงทุนแมน สัมนา หุ้นนอก
ลงทุนนอก by ลงทุนแมน
Session 1
หาหุ้น Deep Value
โอกาสลงทุนดีๆ ที่แฝงอยู่ทั่วโลก
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช, เจ้าของเพจ Club VI
"Price is what you pay Value is what you get"
Benjamin graham
- หุ้น Deep value คือ หุ้นที่มีปัญหาชั่วคราว ไม่มีใครสนใจ Marketcap เล็กกว่าบริษัทอื่นที่รายได้กำไรเท่าๆกัน
- อย่างบ.นึงที่บ.ลูกจะ ipo ที่อเมริกา ข่าวนี้นานแล้วไปพูดที่ไหนไม่ค่อยมีใครฟัง แต่พอข่าวนี้ออก Public หุ้นก็ชึ้น 20%กว่า
- หรืออย่างหุ้นจีน ก่อนหน้านี้ ที่ราคาไม่ไปไหน
- Baidu คล้าย google เป็น search engine ตอนนี้มี robo taxi แล้ว ตลาดคือคนจีนเป็นส่วนใหญ่ แต่จำนวนคนก็มาก mkcap ต่างกัน 55เท่า
ตลาดหุ้นจีน
- HK2666 มีศูนย์การแพทย์ 5ศูนย์ 15000เตียง มากกว่า bdms 2เท่า แต่ Mkcap น้อยกว่า 12เท่า ให้เช่าซื้ออุปกรณ์กับโรงพยาบาลเล็กๆ pe 4 เท่า Pb 0.42 ปันผล 7%(ก่อนหน้านี้ 9%)
ยุโรป
- หุ้นเทคน้อย ดังๆมี asml
- Volkswagen (VOW3.DE)
- เป็นรถที่ขายดีสุดในจีน
- P/E 3, P/BV 0.3, P/Sales 0.15 กำไรโตทุกปี
- มูลค่าน้อยกว่า byd
สิงคโปร์
- Pe 13
- UOB- United Overseas Bank (U11.SI) รายได้กำไรเติบโต มี DR
- Thai Bev (SI.C6L)
- Reit ใหญ่สุด
สรุป
- Deep Value ต้องราคาถูก ไม่ค่อยมีคนสนใจ หรือเจอปัญหาบางอย่าง
- การอวยพรให้โชคดี อาจไม่พอ ขออวยพรให้เจอ Deep Value เจอหุ้น 10 เด้ง 100 เด้ง
Session 2
Baidu by พี่มี่
- Baidu search ทำก่อน google search
- Baidu map เตือนไฟจราจรได้รายวินาที
- iQiYi ดูฟรีตอนแรกๆ ตอนหลังๆเก็บเงิน
- Baidu Ai แต่งการ์ตูน gen ภาพได้ เด็กๆก็ทำได้
- Ai boyfriend แต่เริ่มมีการเลียนแบบแล้ว
- Smart Conversation ทำตัวตนสมมุติขึ้นมา เราคุยกับคนในประวัติศาสตร์ได้ หรือทำ Ai ดร.นิเวศ ให้เราเอางบ Upload ไปปรึกษาได้
- Robo taxi 500กว่าคัน R6 เอาพวงมาลัยออก
Financial & Valuation
- ต้นทุน รายจ่ายเริ่มควบคุมได้
- Growth 5% terminal value 2% ได้ 164เหรียญ
- Mkcap 36b มีเงินสด 50เหรียญ
ความเสี่ยง
- Tiktok ขึ้นมาเร็ว
- การแบนชิป ครั้งแรกหุ้นลงไป 44% ครั้งสอง -20% ครั้งสาม -9%
- Ai จีน อาจจะเก่งน้อยกว่า จากภาษาในโลกที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ และมีการสกรีนจากรัฐบาล
สรุป
- ถ้าเชื่อว่า Ai จะมาเปลี่ยนแปลงโลก ตัวนี้ราคาน่ทสนใจ
พาร์ท comment
- uber 80บ ไปdriver 20บ ไปแอป ไม่มี driver 30 บ อาจจะเอามาลดราคาได้
- ตลาด autonomous car 2TUsd และจะไป 10TUsd waymo วิ่ง 4คัน
ดร.นิเวศ
- คิดว่าตกรถจีน รอดูหลังเลือกตั้ง
- baidu ก็ดูอยู่ เพราะ google มี competitive advantage ตัวนี้ก็คล้ายๆ แต่จะโดน Winner take all หรือเปล่า ถึงราคาไม่ขึ้น
- พี่มีบอกว่า เคยใช้ bloomberg terminal มีการเตือนเรื่องหุ้นจีนน่ากลัว อาจจะโดนกีดกันจากอีกฝั่งด้วยหรือเปล่า
อ.ประภาษ
Q อะไรจะเป็นตัวพลิกฟื้น
A อาจจะเป็น Ai และ Robo taxi ตอนนี้ 2%รายได้ ถ้าโตเร็วๆ นลทอาจจะสนใจ รอดู 1ปี
Session 3
Sabeco by พี่บอล ภาคย์ภูมิ
- เจอปัญหารุมเร้า และมีจุดที่น่าจะทำให้ขึ้นได้
- บริษัทอายุ 149ปี คนบริโภคปีนึง 137กระป๋อง
- ตลาดเบียร ์ โต 8% หลังโควิดโต 5% จากคนเวียดนามที่ยังหนุ่มสาว ส่วนใหญ่เป็นตลาดแมส
- Mkshare เบอร์ 1 แต่บางบทความจะบอกว่า Heineken ซึ่งเค้าเก็บจาก MT
- Heineken จุดเด่นคือแบรนด์ แต่ Sabeco เก่งเรื่องช่องทางการขาย สองเจ้ารวมกัน 80%
ปัญหา
- แบรนด์สู้ไม่ได้ จากแต่ก่อนไม่ลงงบการตลาด แต่ตอนนี้
- พรบ.เมาแล้วขับ เข้มปี 2023 กฏหมายคือ 0% ไทย 0.05% เข้มไปไหม คนได้รับผลกระทบเยอะ รัฐกำลังทบทวนอยู่
- ขึ้นภาษี 65% เป็น 100% หุ้นลง 20%กว่า แต่จริงๆทยอยขึ้นหลายปี
- จริงๆ เบียร์ ถูกมา 16บ ขึ้นเป็น 19บ ก็ไม่กระทบแล้ว
Valuation
- urate 50%
- ปี 2018 ที่ไทยเบฟเข้าไปซื้อ มาจิ้นเพิ่มขึ้น
- ต้นทุน ที่สูงจากสงครามรัสเซีย
- โตไม่เซ็กซี่ แต่แน่นอน
- pe สูงมาตลอด Pear 20เท่า
- Cashflow ดีมาก
ความเสี่ยง
- ต้นทุน
Positive Catalyst
- MSCI
- การที่ปัญหาต่างๆ คลี่คลายมากขึ้น
สรุป
- โตไม่เซ็กซี่ แต่น่าสนใจ
- ไทยเบฟซื้อ 160kดอง ตอนนี้ 60kดอง
- จะซื้อหุ้นเบียร์ ต้องระวัง
อ.ประภาส
- Bigc มาแสนล้าน mkcap bjc ไม่ถึงแสนล้าน
ดร.นิเวศน์
- อยู่ได้ เค้ายังกินน้อยเกินไปยังไม่รวย
- ยังไม่มีคนสนใจ
- เวียดนามมีคนเล่น 2กลุ่ม 1.เล่นแบงค์ 2.
K.ศุภอรรถ
- ต้องดูว่าได้อะไร เสียอะไร
- คนเวียดนามดื่มเบียร์เยอะไ อันดับ 40 แต่ gdp 100กว่า รัฐเลยออกมาทุบ แต่ทุบจนเยอะแล้ว อีก 4-5ปีไม่น่าทุบเพิ่มแล้ว
Session 4
หุ้นปันผล ของสิงคโปร์ by K.ณัฐ ตรีพูนสุข yuanta
- pe ต่ำ ปันผลสูง CG ดี การเมืองนิ่ง
SINGAPORE AIRLINES
- คุณภาพดี เบอร์ 2 รองจาก Qatar
- รายได้เท่าก่อนโควิด แต่กำไรแซงแล้ว เพราะค่าตั๋วขึ้นจากก่อนโควิด 28%
- ปันผล 2024 น่าจะ 7%
- ราคาน้ำมันผันผวน แต่เค้าเก่งด้วยเฮจจิ้ง ทำให้ต้นทุน แกว่งอยู่ในช่วง 25-30%
Venture
- ทำส่วนประกอบอุปกรณ์ เวลเนส datacenter แผงอิเล็กของบุหรี่ โดยโมเดลไปเป็นพาร์ทเนอร์เอา
- ล่าสุดเครื่องซักผ้ามี Ai
UOB
- รายได้จากสิงคโปร์ 50%
- รายได้ไม่ไช่ดอกเบี้ย 32%
- npl ต่ำ
- Roe 14% จากรายได้บริการ และ Fin tech ในสิงคโปร์ จำนวนคนใช้ผ่านแอป มากกว่าไปสาขา
- คู่แข่งหลักคือ Dbs
- ซื้อ Citi มา ต้นทุนทับซ้อน ลดได้
ดร.นิเวศ
- สิงคโปร์ดูอยู่ เพราะคนเก่ง ตลาดใหญ่พอ แต่ยังไม่ได้ไป
- อินโด ฟิลิปปิน ไม่ไป เพราะคนยังไม่ถึง
K.บาส ศุภอรรถ
- ข้อเสียคือ ตลาดหุ้น Under มา 10ปี และค่าเงิน
- เรื่องภาษี สำคัญมาก
- ในเชิงประเทศดี แต่ในเชิง cap gain อาจจะน่าสนใจน้อย
K.ประภาส
- อัตราแลกเปลี่ยน ไกล้เคียงกับไทย แต่ระยะยาวแข็งค่าขึ้น
Session 5
ภาษีหุ้นนอก by คุณนิติกานต์ รามนัฏ Senior Associate, Baker McKenzie
- ปีที่แล้วออกประกาศ ว่า มีปันผล กำไรจากการลงทุน ต้องเสียภาษี
- แต่กรมสรรภากร มีให้ข่าวว่า ถึงไม่นำเข้าไทย มีเงินได้ก็ต้องเสียภาษี
Q ยังทำเป็นไม่รู้ ไม่ยื่นได้ไหม
A ตอนนี้ ถ้ายังไม่นำเข้ามาก็ยังได้
- ถ้าเราไม่เสีย มีเบี้ยปรับ 2เท่า เงินเพิ่ม 1.5%ตาอเดือน
Q ถ้าเราเทรด ที่โปรคตปทเลย เค้าจะเจอไหม
A เจอ เพราะเรามีกฏหมายเรื่องแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงิน เค้าต้องเก็บข้อมูลในแต่ละปี เงินได้ ดอกเบี้ยเท่าไร สรรพากรตรวจสอบได้
Q วิธีที่มีเงินได้ปุ๊บต้องเสีย เป็นไปได้ไหม
A บางคนบอกมีพรก.ปีหน้า บางท่านบอกนาน แต่เป็นไปได้
Session 6
หุ้น SUPER MOAT
ธุรกิจทรงอิทธิพล ที่อำนาจต่อรองสูง
Hermes by พี่หลิน
Lux Industry
- ตลาด Personal Lux 300MUsd Hermes 15MUsd
- เวลารวยขึ้น ใช้มากขึ้น ทั้ง P Q
ชัยภูมิ
- เริ่มจาก พระเจ้าหลุย14 ทำให้ฝรั่งเศษคือผู้ครองความหรูหรา
- Paris ตรงนั้นมีสามเหลี่ยมทองคำ ข้างหน้ามีประตูชัย เลี้ยวซ้ายมีหลุยวิคตอง
- งบ ปกติเอาเงินสดขึ้นก่อน แต่เค้าเองอะไรที่ยาวขึ้นก่อน
- 1/3 เป็นสินค้าหรู
ป้อมปราการ
- Timeless สินค้าไม่ล้าสมัย กล่องสีส้ม
- iphome
- เค้าไม่เคยใช้ 5 force ไม่ดึงเงิน แต่ขอของดีสุด
- ไม่ขึ้นราคาพร่ำเพรื่อ
- BKC
- เป็น Creation พนักงานเทรนมาอย่างดี ช่างทุกคนเป็นเจ้าของกระเป๋า ถ้าเป็น limited เค้าเห็นหน้าคุณก่อน
- ร้าน 300สาขา เพิ่มที่ละนิด ยอดขาย 2000ล้าน/สาขา
- เซลรู้จักเรา
- โตทุก sector เพราะเค้าต้องการให้คุณ Lux ตั้งแต่ตื่น ไม่ไช่แค่กระเป๋า
- ผบห มีความเข้าใจตลาดจีนดี
- Valuation ใช้ chat gpt เอา economic factor ต่างเข้าไป น่าจะได้ 400-500สาขา
- ข้อเสียเดียวคือ เหมือนกระเป๋าเค้า ต้องคู่ควรกับเค้า ต้องมีกลยุทธ์ในการซื้อ
ดร.นิเวศ
- เค้ามีแบรนด์เดียว เกิดมีอะไรอันตราย economic factor
- ราคาแพง
- ดู LVMH เพราะมีแบรนด์รองๆ ลูกยังทำงาน ลิซ่าอาจจะได้เป็นผบหหรือเปล่า
K.บาส ศุภอรรถ
- ของเค้าซื้อได้กำไรทันที
- ยอด ass 22% เป็น 27% เพราะต้องซื้อก่อน แต่ไปกำไรกระเป๋า
- แบรนด์ valuation เปลี่ยนแพงขึ้น ต้องถามว่าเปลี่ยนชั่วคราว หรือถาวร
K.ประภาส
- ความสามารถในการแข่งขันดีมาก
- ส่งผ่านราคาได้
- npm 30% อาจจะไต่ไป 35%-40%
- เป็นป้อมปราการที่แข็งแรงมาก การเทรด 40เท่าน่าจะเหมาะสม
สรุป
- ถ้าภรรยาจะซื้อกระเป๋า ซท้อหุ้นดีกว่า
- เอาตัวนี้เป็นยานแม่ แล้วช้อนตัวที่ตก
- 1993 2หมื่นล้านบาท ตอนนี้ 6ล้านล้าน เอาโมเดลนี้ไปหาตัวถัดไป
Network effects
📌Workshop งานลงทุนนอก 2024 Session “Blitzscaling โมเดลธุรกิจชนะรวบ” Case Study หุ้น ARM,Crowdstrike by พี่แดม
✅-จะโฟกัสไปที่ Switching cost กับ Network effect ใช้ในการวิเคราะห์ธุรกิจเพราะ Power ที่เหลือมันจะตามมาเช่น Process power,Scale Economies
✅-NETWORK EFFECTS
Case study หุ้น ARM
-ระบบ Architecture เป็นส่วนสำคัญในการประมวลผล คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น Window ,ios
ในสมัยก่อนใช้ X86 แต่ปัจจุบัน Mobile 99% Run on ARM และในอนาคตก็อาจจะเห็น ARM เพิ่มขึ้นใน Labtop,PC,Data center
-Key ของมัน Developer ใช้อะไร จุดเปลี่ยน คือ Apple ออก M1 แล้วใช้ ARM เป็น Architecture labtop มา อนาคตคีย์หลักๆต้องไหลมาที่ Arm
-Arm ขาย license ก่อนจะผลิต และลูกค้าก็ต้องจ่าย ค่า royalty(ค่าต๋ง) สัดส่วนครึ่งนึงของ Rev ARM เป็นค่า Royalty(ค่าต๋ง) ชิบที่เคยขายไปในตั้งแต่ปี 2013
-ใน loop แรก operating system เป็น Network Effect เพราะ Users มากขึ้น ใช้ Application เยอะมากขึ้น และ Arm ก็จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้
✅-SWITCHING COST
Case study หุ้น Crowdstrike
-หลังเหตุกาณ์ July 19 ที่ระบบล่ม และถ้ามันยังมีลูกค้าที่ยังเพิ่มขึ้นอยู่แสดงว่า มี Switching cost ที่สูง
-บริษัทแก้ปัญหายังไง หลังจากเกิดเหตุการณ์ มีการออกแพคเกจ ให้กับลูกค้า Commitment packgae เพิ่มระยะเวลาให้ลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าอยู่ต่อ อาจจะ Suffer เล็กๆตอนแรกแต่สุดท้ายลูกค้าไม่หนีไปไหน
-มี Funtion module ที่เยอะ 28 โมดูล เพิ่มแพคเกจให้ลูกค้า แถมยังเป็น Growth driver ในอนาคตที่เพิ่มฟังก์ชั่นให้ลูกค้า และลูกค้าก็ยอทจ่าย ทำให้ธุรกิจก็ ได้ GP ที่สูงขึ้น เพราะ มันมี operating leverage ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็น Catalyst ของ Crowsttike ให้ถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นหรือป่าว?
ฝากกดไลค์ กด 9 เป็นกำลังใจให้ด้วยค้าบ เดี้ยวเอาสรุป Work shop มาแชร์ ต่อครับ
#ลงทุนนอก2024 #ลงทุนแมน
Session 8 บ่าย
Megatrend by สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา
นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ InnovestX
Pfizer
- มูลค่าไม่สูง ราคาต่ำกว่าก่อนโควิด แต่ช่วงนี้เติบโตต่ำ จากช่วงก่อนที่ได้โควิดช่วย
- LOES ยากำลังจะหมดอายุ 6ตัว คิดเป็น 40%ของรายได้ ในปี 26 ซึ่งทำให้อัตราการลดลงของรายได้จะค่อยๆลด 10%
- การเติบโต จะถูกทดแทนด้วยวัคซีนใหม่ ที่ออกในปี 2026
- เทรด Discount จากกลุ่ม -50%
- 2010-2019 ราคาหุ้น cagr 19%
- ให้ pe 11.5 เท่า 31usd
Tsmc
- อัตราการเติบโตดี
- ช่วงนี้ IT spending ไม่ดี การเติบโตมาจาก Ai & Phone คิดเป็น 40%ของรายได้ ซึ่งน่าจะดีขึ้น
- RDO - Remaining performance obligation - Software ยังเติบโต
- มาจิ้นรองแค่ Nvidia ebitda margin maintain ได้
- รายได้ Cagr 15-20%
Geopolitical risks
- รายได้มาจากจีน 12%
- บัฟเฟต เคยขายไปตอน 70usd
Valuation
- pe pb ไม่แพงเทียบกับกลุ่ม
- ควรจะอยู่ 1300Twd
Session 7
Visa by พี่โต กิตติศักดิ์ โควินท์ทวีวัฒน์
- Mkcap 5แสนล้าน
- เป็นทางด่วนการจ่ายเงิน ไม่ได้ออกบัตรเอง
- Card 4000ล้านใบ
- 2แสนtransaction
- ทุก 1 วินาที มีรายได้ 5แสนเหรียญ
- โมเดล เป็นตัวกลาง 2 side ยิ่งมีคนซื้อยิ่งมีคนอยากเข้ามา 15000แบงค์ หักรายได้ 2%
- High fix cost รายได้ขึ้น 10% กำไร +20%
- Fcf 2หมื่นล้านดอล
Growth
- ไปพาร์ทเนอร์ กับ fin tech
- Visa direct b2b tam 200T
- สร้าง value add ใหม่ๆจาก Ai เช่น คิดแคมเปญที่ดีขึ้น
Payment value chane
- อย่าง Affirm ต้องมีบัตร ก็ต้องมี visa
Competitor
- ถูกกว่าเจ้าอื่น
- promptpay คนยังต้องการเครดิต
Risk
- โดนฟ้อง ร้านค้ามีมาจิ้น 4% โดนไป 2%
Valuation
- ผลตอบแทน 6-22%
สรุป
- ลงทุนแล้ว นอนหลับฝันดี
- ยังมี Tam อีกมาก
K.บาส ศุภอรรถ
- กำไร 60% ค้ากำไรเกินควรหรือเปล่า ศาลก็อ่านงบ
- มีการกีดกัน Master card
- ดีสุดในโลก แต่มี blackswan
ดร.นิเวศ
- 2ปีนี้ ยกเลิกไป 2ใบ เพราะโอนเงินง่าย รูดเฉพาะรายการใหญ่ๆ
- แต่ก่อนไม่เคยคิดเลย ว่าจะไม่ใช้เงินสด
- ตอนหลัง พันกว่าบาทก็ยังโอนเอา
A จ่ายผ่านมือถือ บางอันก็ยังผ่าน visa
BBBY
Bed Bath & Beyond Inc. ประสบปัญหาขาดทุนหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยหลัก ดังนี้:
1. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการช้อปปิ้งของผู้บริโภค
- ผู้บริโภคหันไปช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของ COVID-19 ทำให้ร้านค้าแบบดั้งเดิมของ Bed Bath & Beyond ที่พึ่งพาลูกค้าที่มาซื้อสินค้าที่หน้าร้านเริ่มเสียลูกค้าไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Amazon และ Walmart
- การเปลี่ยนไปสู่การซื้อสินค้าทางออนไลน์ทำให้บริษัทต้องลงทุนในระบบโลจิสติกส์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่ไม่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วพอเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
2. การแข่งขันที่รุนแรง
- Bed Bath & Beyond ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากร้านค้าใหญ่ๆ อย่าง Walmart, Target และ Amazon ที่มีสินค้าแบบเดียวกันแต่ราคาถูกกว่า และมีบริการที่รวดเร็วกว่า โดยเฉพาะในด้านการจัดส่ง
3. ปัญหาภายในบริษัท
- การบริหารจัดการที่ไม่ดี: บริษัทมีการเปลี่ยนผู้บริหารหลายคนในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนในเชิงกลยุทธ์ และขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน
- นโยบายสินค้าคงคลัง: บริษัทมีปัญหาด้านการจัดการสินค้าคงคลัง ทำให้มีสินค้าล้นสต็อกและไม่สามารถขายได้ทันเวลา นำไปสู่การลดราคาหรือการตัดขาดทุน ทำให้กำไรหดหาย
4. กลยุทธ์การตลาดที่ล้มเหลว
- บริษัทพยายามเปลี่ยนโฟกัสไปที่การขายสินค้าพิเศษ (private label) เพื่อลดต้นทุน แต่กลับพบว่าลูกค้าไม่ตอบสนองดีเท่าที่คาดไว้ และต้องกลับไปขายสินค้าจากแบรนด์ที่ลูกค้าคุ้นเคย
- ขาดการลงทุนในด้านนวัตกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดึงดูดลูกค้ากลับมา เช่น การปรับปรุงหน้าร้าน หรือการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล
5. หนี้สินที่เพิ่มขึ้น
- บริษัทมีหนี้สินที่สูงจากการกู้เงินเพื่อลงทุนในแผนการฟื้นฟูกิจการ และต้องเผชิญกับภาระดอกเบี้ยที่สูง รวมถึงการใช้จ่ายในการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ Bed Bath & Beyond ประสบปัญหาการขาดทุนสะสมอย่างหนัก
2161 JBM (Healthcare)
เหตุผลที่รายได้ของ JBM (Healthcare) เพิ่มขึ้น
Ev 790 cash 140 cfo 210 FCF 180
สัดส่วนรายได้ของ JBM (Healthcare) Limited
รายงานประจำปี 2566/2567 ของ JBM (Healthcare) Limited ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนรายได้ของบริษัท โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้:
- ยาที่มียี่ห้อ (Branded Medicines): ในปีงบประมาณ 2567 ยาที่มียี่ห้อสร้างรายได้ 190,108,000 เหรียญฮ่องกง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 29.3% ของรายได้รวม
- ยาแผนจีน (Proprietary Chinese Medicines): ยาแผนจีนเป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้มากที่สุด โดยในปีงบประมาณ 2567 สร้างรายได้ 386,122,000 เหรียญฮ่องกง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 59.6% ของรายได้รวม
- ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม (Health and Wellness Products): ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามสร้างรายได้ 72,185,000 เหรียญฮ่องกง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 11.1% ของรายได้รวม
จะเห็นได้ว่ายาแผนจีนเป็นกลุ่มธุรกิจที่สำคัญที่สุดของ JBM (Healthcare) Limited โดยสร้างรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวม รองลงมาคือ ยาที่มียี่ห้อ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ตามลำดับ
ฮ่องกง ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท คิดเป็น 71% ของรายได้ทั้งหมด โดยมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ถึง 130.9 ล้านเหรียญฮ่องกงในช่วงรายงาน (เทียบกับปีงบประมาณ 2023)
- รายได้รวมของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 128.1 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือ 24.6% เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2023 สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ในสามกลุ่มธุรกิจ:
- ยาที่มีแบรนด์ เพิ่มขึ้น 66.1 ล้านเหรียญฮ่องกง
- ยาสมุนไพรจีนที่เป็นสิทธิบัตร เพิ่มขึ้น 26.3 ล้านเหรียญฮ่องกง
- ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เพิ่มขึ้น 35.7 ล้านเหรียญฮ่องกง
สัดส่วนรายได้ของทั้งสามกลุ่มธุรกิจอยู่ที่อัตรา 29%, 60% และ 11% ตามลำดับ
ใช้ประโยชน์จากผลงานที่แข็งแกร่งของเราและดำเนินการอย่างพิถีพิถัน
กลยุทธ์แบรนด์เรือธงของเรา Po Chai Pills และ Ho Chai Kung
การเติบโตในแต่ละกลุ่มธุรกิจ:
กลุ่มยาที่มีแบรนด์:
- มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 53.3% จากปีงบประมาณ 2023 ถึง 2024 ซึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของแบรนด์ Ho Chai Kung อันเนื่องมาจากการฟื้นฟูภาคการค้าปลีกจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่กลับมาและการท่องเที่ยวขาเข้าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการตลาดและพัฒนาการขายที่ต่อเนื่องของกลุ่มบริษัท
กลุ่มยาสมุนไพรจีนที่เป็นสิทธิบัตร:
- มีการเติบโตที่ 7.3% โดยการเติบโตนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากความสำเร็จของ Po Chai Pills ซึ่งได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของตลาดค้าปลีก และธุรกิจ CCMG (Chinese Customized Medicine Granules) ที่ยังคงเติบโตได้ดีเนื่องจากการยอมรับและความต้องการใช้บริการการแพทย์แผนจีนที่เพิ่มขึ้น
กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี:
- มีการเติบโตสูงถึง 97.8% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากยอดขายของแบรนด์เสริมสุขภาพที่เพิ่งได้มาใหม่อย่าง Seasons และ Slimming Expert รวมทั้งการดำเนินการขายที่เน้นการใช้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการค้าปลีกในฮ่องกง
บทวิเคราะห์:
ภาพรวมการเติบโตของบริษัทแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาดที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะในภาคการค้าปลีกที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวและความต้องการของผู้บริโภคที่กลับมา ทั้งยังมีการกระจายตัวของรายได้จากหลายกลุ่มธุรกิจ
รายได้ของ JBM (Healthcare) Limited เพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2567 มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยต่อไปนี้:
- ความต้องการยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19: หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลายลง ความต้องการใช้ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพก็เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลบวกต่อรายได้ของบริษัท
- ความสำเร็จของแคมเปญการตลาด: แคมเปญการตลาดของยาโป๊ chai pills ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้เพลงประกอบโฆษณาแบบใหม่ที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาวมากขึ้น นอกจากนี้ การเป็นสปอนเซอร์รายการโทรทัศน์ยอดนิยมอย่าง "Midlife, Sing & Shine! 2" และการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ทั้งรถบัส รถไฟใต้ดิน วิทยุ รถราง รวมถึงการโฆษณาและจัดแสดงสินค้าภายในร้านค้า ก็ช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์และดึงดูดผู้บริโภคได้มากขึ้น
- การขยายช่องทางการจัดจำหน่าย: บริษัทขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการขยายตลาดไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Tmall กลยุทธ์นี้ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
- การมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่: บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างเช่น การร่วมมือกับแบรนด์ยาแผนจีนอื่นๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าที่มองหาผลิตภัณฑ์ยาแผนจีน
- การกลับมาของนักท่องเที่ยว: การกลับมาของนักท่องเที่ยวหลังจากการเปิดพรมแดนระหว่างฮ่องกง มาเก๊า และจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นปัจจัยบวกต่อยอดขายของ Po Chai Pills
โดยสรุป รายได้ของ JBM (Healthcare) เพิ่มขึ้นเนื่องจากปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจ บริษัทมีการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลูกค้าและช่องทางการขายของ JBM Healthcare
ลูกค้า
- แหล่งข้อมูลไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับลูกค้าของ JBM Healthcare มากนัก แต่มีข้อมูลที่บ่งชี้ถึงกลุ่มลูกค้ากว้างๆ ดังนี้:
- ผู้บริโภคทั่วไป: JBM Healthcare จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาที่มียี่ห้อ ยาแผนจีน และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ผู้บริโภคทั่วไป ()
- นักท่องเที่ยว: ผลิตภัณฑ์อย่าง "ยาประสะโพธิ์" (Po Chai Pills) ประสบความสำเร็จในการขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญกลุ่มหนึ่ง ()
- คลินิกแพทย์แผนจีน: JBM Healthcare มีการร่วมมือกับแบรนด์ยาแผนจีนอื่นๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคลินิกและผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีน ()
- ผู้บริโภครุ่นใหม่: บริษัทมีการปรับกลยุทธ์ เช่น การใช้เพลงโฆษณาที่คุ้นเคยในรูปแบบใหม่ () เพื่อเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น
ช่องทางการขาย
- ช่องทางออฟไลน์:
- ร้านค้าปลีก: แหล่งข้อมูลระบุถึงการขายผ่าน "retail market" ซึ่งหมายถึงร้านค้าปลีกทั่วไป ()
- คลินิกแพทย์แผนจีน: JBM Healthcare มีเครือข่ายคลินิกแพทย์แผนจีนที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัท ()
- ช่องทางออนไลน์:
- แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ: บริษัทมีร้านค้าออนไลน์บน Tmall เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ยาประสะโพธิ์" ()
- ช่องทาง cross-border e-commerce: บริษัทมีการขยายช่องทางการขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน () แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าเป็นแพลตฟอร์มใดบ้าง
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- แม้ว่าแหล่งข้อมูลจะไม่ได้ระบุชัดเจน แต่อุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในฮ่องกงมักมีช่องทางการขายอื่นๆ เช่น ร้านขายยา โรงพยาบาล และร้านสะดวกซื้อ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ไม่ได้ปรากฏในแหล่งข้อมูล คุณอาจต้องการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม
สรุป:
JBM Healthcare มีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างกว้าง โดยบริษัทให้ความสำคัญกับทั้งช่องทางการขายแบบดั้งเดิมและช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทมีการปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่และขยายตลาดไปยังจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น
TNH
TNH set
ความเห็น
comment
วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2567
ข้อมูล จีน
GDP
จีนมีรูปแบบเศรษฐกิจที่ผิดปกติ เมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ที่ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ถึง 50% ถึง 75%
แต่ในจีนคิดเป็นเพียง 40% เท่านั้น การลงทุน เช่น ในอสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และโรงงาน รวมถึงการส่งออก เป็นปัจจัยหลักที่เหลือ
จีนคิดเป็นเพียง 13% ของการบริโภคของโลก แต่คิดเป็น 28% ของการลงทุนของโลก
Platform revolution
ข้อได้เปรียบของ "platform business" เหนือ "pipeline business"
แหล่งข้อมูลระบุว่า ธุรกิจแพลตฟอร์ม (platform businesses) มีข้อได้เปรียบเหนือ ธุรกิจแบบดั้งเดิม (pipeline businesses)หลายประการ ซึ่งอธิบายได้ดังนี้:
- การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficient Growth): แพลตฟอร์มธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าธุรกิจแบบดั้งเดิม เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพยากรที่ใช้ในการสร้างมูลค่า ตัวอย่างเช่น Airbnb สามารถขยายธุรกิจได้โดยไม่ต้องสร้างโรงแรมเพิ่ม ในขณะที่โรงแรมแบบดั้งเดิมเช่น Hilton ต้องลงทุนมหาศาลในการสร้างห้องพักใหม่
- ผลกระทบของเครือข่าย (Network Effects): หัวใจสำคัญของความสำเร็จของแพลตฟอร์มธุรกิจคือผลกระทบของเครือข่าย ยิ่งมีผู้ใช้แพลตฟอร์มมากเท่าไหร่ แพลตฟอร์มก็ยิ่งมีมูลค่ามากขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อมีผู้ขับขี่ Uber มากขึ้น ผู้โดยสารก็จะรอรถน้อยลง ทำให้ Uber น่าใช้มากขึ้น
- การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภายนอก (Leveraging External Resources): แพลตฟอร์มธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภายนอก เช่น ชุมชนผู้ใช้ ในการสร้างมูลค่า ตัวอย่างเช่น YouTube ใช้ประโยชน์จากวิดีโอที่ผู้ใช้สร้างขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนในการผลิตเอง
- การควบคุมแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Control): แพลตฟอร์มธุรกิจสามารถกระจายการควบคุมคุณภาพไปยังชุมชนผู้ใช้ได้ ตัวอย่างเช่น Wikipedia ใช้ระบบการแก้ไขโดยผู้ใช้ในการควบคุมคุณภาพของเนื้อหา
แหล่งข้อมูลยังระบุด้วยว่า Microsoft เป็นตัวอย่างของ "platform business" ที่ประสบความสำเร็จในช่วงปี 1990s แม้ว่าจะไม่ได้อธิบายรายละเอียด อย่างไรก็ตาม จากประวัติศาสตร์ Microsoft ประสบความสำเร็จในการสร้างระบบนิเวศน์ (ecosystem) รอบๆ ระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งดึงดูดทั้งนักพัฒนาซอฟต์แวร์และผู้ใช้งาน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของแพลตฟอร์มธุรกิจ
Financial feasibility
https://youtu.be/1wESLegFvNQ?si=W9N_iQiWXvqTdxgh
Leading Indicators ในแต่ละอุตสาหกรรม
แหล่งข้อมูลที่ให้มาไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการดู Leading indicators ของแต่ละอุตสาหกรรมโดยตรง แต่มีข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Financial Projection ซึ่งใช้ Leading Indicators ในการวิเคราะห์
แหล่งข้อมูลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำ Financial Projection ในการวิเคราะห์การเติบโตของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับผลประกอบการในอนาคต การทำ Financial Projection ที่ดีนั้นต้องอาศัยความเข้าใจในธุรกิจและปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ รวมถึงการวิเคราะห์ Leading indicators ที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่าง Leading Indicators ที่กล่าวถึงในแหล่งข้อมูล:
- ธุรกิจท่องเที่ยว: จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ, จำนวนเที่ยวบิน
- ธุรกิจค้าปลีก: จำนวนสาขาใหม่, ยอดขายสาขาเดิม (Same-store sales growth)
- ธุรกิจโรงแรม: จำนวนห้องพัก, อัตราการเข้าพัก
- ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง: มูลค่างานในมือ (Backlog)
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: ยอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์
แหล่งข้อมูลไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเลือก Leading Indicators ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม แต่เน้นย้ำว่า Leading Indicators ควรเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับรายได้ของบริษัท
สรุป: แม้แหล่งข้อมูลจะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการดู Leading indicators ของแต่ละอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ข้อมูลที่ให้มามีประโยชน์ในการทำความเข้าใจความสำคัญของ Leading Indicators ในการวิเคราะห์การเติบโตของบริษัท
หมายเหตุ:
- ข้อมูลนี้เป็นการสรุปจากแหล่งข้อมูลที่ให้มาเท่านั้น
- อาจมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Leading Indicators ในแหล่งข้อมูลอื่นๆ
เจาะลึกการวิเคราะห์ต้นทุนขาย: มุมมองเชิงลึกจากแหล่งข้อมูล
จากที่เราได้คุยกันไปแล้วในเรื่อง Leading Indicators และการทำ Financial Projection คราวนี้มาดูรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับต้นทุนขายกันต่อ โดยแหล่งข้อมูลที่ให้มานั้นได้แบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง และธุรกิจที่มีการผลิตหรือมีต้นทุนคงที่ในต้นทุนขาย ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีวิธีการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันออกไป
1. ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง:
- ความเรียบง่ายและความผันผวนต่ำ: ต้นทุนขายของธุรกิจประเภทนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา คำนวณง่าย และไม่ค่อยผันผวนมากนัก เพราะมาจากราคาสินค้าที่ซื้อมาขายไปเลย เช่น ซื้อมา 10 บาท ขาย 20 บาท ต้นทุนขายก็คือ 10 บาท ซึ่งโดยปกติราคาขายสินค้าในร้านค้าก็มักจะค่อนข้างคงที่
- Product Mix คือปัจจัยสำคัญ: ถึงแม้ราคาขายจะค่อนข้างนิ่ง แต่การเปลี่ยนแปลง Product Mix หรือส่วนผสมของสินค้าที่ขาย ไปเป็นสินค้าที่มีกำไรขั้นต้นสูงขึ้น ก็สามารถส่งผลต่อต้นทุนขายได้เช่นกัน
- การวิเคราะห์: วิธีการวิเคราะห์ที่แนะนำคือการดูแนวโน้มอัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ย้อนหลัง หรือสอบถามเป้าหมาย Gross Profit Margin จากผู้บริหารโดยตรง
2. ธุรกิจที่มีการผลิต หรือมีต้นทุนคงที่ในต้นทุนขาย:
- ต้นทุนคงที่คือตัวแปรสำคัญ: ธุรกิจประเภทนี้จะมีต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) แทนที่จะเป็นต้นทุนผันแปร (Variable Costs) รวมอยู่ในต้นทุนขายด้วย เช่น ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ทำให้อัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ไม่คงที่เหมือนกับธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง
- ตัวอย่างธุรกิจ: โรงงานผลิต, โรงพยาบาล, ธุรกิจโทรคมนาคม
- ผลกระทบจาก Economy of Scale: สิ่งที่น่าสนใจคือ Economy of Scale หรือการประหยัดต่อขนาด จะส่งผลอย่างมากกับธุรกิจประเภทนี้ กล่าวคือ ยิ่งผลิตมาก ยิ่งขายมาก ต้นทุนขายต่อหน่วยก็จะยิ่งลดลง เพราะต้นทุนคงที่ถูกเฉลี่ยออกไปในปริมาณสินค้าที่มากขึ้น
- การวิเคราะห์: แหล่งข้อมูลแนะนำให้เจาะลึกไปที่องค์ประกอบต่างๆ ของต้นทุนขาย ได้แก่
- วัตถุดิบ: ราคาผันผวนหรือไม่ มีผลกระทบต่อต้นทุนขายมากน้อยเพียงใด เช่น ราคาสาหร่ายที่เพิ่มขึ้นส่งผลกับธุรกิจของเถ้าแก่น้อย หรือค่าน้ำมันที่ส่งผลกับธุรกิจสายการบิน
- ค่าแรง: ค่อนข้างคงที่ ยกเว้นมีการขยายโรงงาน ซึ่งอาจทำให้มีค่าแรงเพิ่มขึ้นจากการจ้างงาน หรือการทำงานล่วงเวลา
- ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย: ค่อนข้างคงที่ ยกเว้นมีการลงทุนขยายกำลังการผลิต เช่น การสร้างโรงงานใหม่
ข้อสรุป: แหล่งข้อมูลเน้นย้ำว่า การวิเคราะห์ต้นทุนขายที่ดีนั้นควรพิจารณาข้อมูลจากผู้บริหารประกอบกับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจนและนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง
การวิเคราะห์รายได้: หลักการสำคัญและปัจจัยขับเคลื่อน
แหล่งข้อมูลที่ให้มาเน้นการวิเคราะห์การเติบโตของรายได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำ Financial Projection โดยมีหัวใจสำคัญคือ การมองหาปัจจัยที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้
1. การวิเคราะห์จาก P และ Q (ราคาและปริมาณ):
- P (Price): หมายถึง ราคาขายสินค้าหรือบริการ
- Q (Quantity): หมายถึง ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ขายได้
- หลักการพื้นฐาน: หาก P หรือ Q เพิ่มขึ้น รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
- ความท้าทายในการเพิ่ม P: การขึ้นราคาขาย (P) อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณขาย (Q) ได้ ผู้บริโภคมักจะรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา ดังนั้นการขึ้นราคาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอาจทำให้ยอดขายลดลงได้
- โอกาสในการเพิ่ม Q: การเพิ่มปริมาณขาย (Q) มักทำได้ง่ายกว่า เพราะผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกถึงผลกระทบโดยตรงจากการที่บริษัทขายสินค้าได้มากขึ้น
- ตัวอย่าง:
- โรงพยาบาลสามารถเพิ่มรายได้โดยการขึ้นราคาค่ารักษาพยาบาล (P) หรือเพิ่มจำนวนผู้ป่วย (Q)
- ธุรกิจโรงแรมสามารถเพิ่มรายได้โดยการขึ้นราคาค่าห้องพัก (P) หรือเพิ่มจำนวนห้องพัก (Q) โดยการขยายโรงแรม
2. การวิเคราะห์จาก Product และ Market (สินค้าและตลาด):
- การเติบโตมี 4 รูปแบบ:
- ตลาดเดิม สินค้าเดิม: เน้นการเพิ่ม P หรือ Q ในสินค้าและตลาดเดิม
- ตลาดเดิม สินค้าใหม่: เช่น After You ออกสินค้าใหม่ (คากิโกริ) เพื่อเพิ่มยอดขายจากกลุ่มลูกค้าเดิม
- ตลาดใหม่ สินค้าเดิม: เช่น คาราบาวแดง นำสินค้าเดิม (เครื่องดื่มชูกำลัง) ไปขายในตลาดใหม่ (ต่างประเทศ)
- ตลาดใหม่ สินค้าใหม่: เช่น มาลี ขยายตลาดไปยังฟิลิปปินส์ (ตลาดใหม่) พร้อมกับขายกาแฟสำเร็จรูป (สินค้าใหม่)
- ความยากง่ายในการเติบโต: การทำตลาดใหม่ สินค้าใหม่ มีความยากที่สุด เพราะต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด รองลงมาคือ ตลาดใหม่ สินค้าเดิม เพราะต้องแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดใหม่ ส่วนตลาดเดิม สินค้าใหม่ ถือว่าง่ายที่สุด เพราะมีความได้เปรียบในเรื่องฐานลูกค้าเดิมและ Brand Awareness
3. การวิเคราะห์จาก Business และ Management (ธุรกิจและผู้บริหาร):
- การเปลี่ยนแปลงธุรกิจ:
- การ Transformation: เช่น Karmart เปลี่ยนจากธุรกิจขายส่งเครื่องใช้ไฟฟ้ามาเป็นธุรกิจขายเครื่องสำอาง
- การเพิ่มธุรกิจใหม่: เช่น RS เพิ่มธุรกิจใหม่ๆ นอกเหนือจากธุรกิจเพลง เช่น Cable TV, ทีวีดิจิตอล และพาณิชย์
- ความท้าทาย: การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงธุรกิจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ต้องประเมินโอกาสความสำเร็จของธุรกิจใหม่
- การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร: การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทิศทางของบริษัทในอนาคต
สรุป: การวิเคราะห์รายได้อย่างละเอียด ควรพิจารณาปัจจัยขับเคลื่อนทั้ง 3 ด้านประกอบกัน คือ P & Q, Product & Market, และ Business & Management เพื่อประเมินศักยภาพในการเติบโตของรายได้อย่างรอบด้าน
Network Effects
ตัวอย่างบริษัทที่มี Network Effects สูง คือบริษัทที่ผลิตภัณฑ์หรือบริการจะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อมีผู้ใช้เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถเห็นได้ในหลายอุตสาหกรรม โดยตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่:
1. Facebook (Meta)
Facebook เป็นตัวอย่างชัดเจนของบริษัทที่พึ่งพา Network Effects ยิ่งมีผู้ใช้มากขึ้น บริการก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เนื่องจากการเชื่อมต่อระหว่างเพื่อน ครอบครัว และชุมชนต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้น ผู้ใช้ใหม่จะมีโอกาสมากขึ้นในการติดต่อกับผู้ที่อยู่บนแพลตฟอร์มอยู่แล้ว ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้คนใหม่ ๆ เข้ามาใช้งาน
2. WhatsApp
WhatsApp ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันส่งข้อความในเครือของ Meta ก็เป็นตัวอย่างที่ดีเช่นกัน ยิ่งมีคนใช้แอปมากเท่าไร ก็ยิ่งมีประโยชน์ในการสื่อสารมากขึ้น เนื่องจากผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับเพื่อน ครอบครัว หรือเครือข่ายการทำงานได้อย่างง่ายดายทั่วโลก
3. Uber
Uber เป็นตัวอย่างของ two-sided network effects (อิทธิพลเครือข่ายแบบสองฝั่ง) ยิ่งมีผู้ใช้แอปมากเท่าไร คนขับรถก็ยิ่งเข้ามาในระบบมากขึ้น และในทางกลับกัน ยิ่งมีคนขับมาก ผู้ใช้ก็ยิ่งสามารถหารถได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้ทั้งฝั่งผู้ใช้และผู้ขับรถได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น
4. Airbnb
Airbnb มีลักษณะของ Network Effects ที่แข็งแกร่ง ยิ่งมีผู้ใช้มาก (ทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่า) แพลตฟอร์มก็ยิ่งมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้มีผู้คนเข้ามาใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เช่าสามารถเลือกที่พักได้หลากหลาย ส่วนเจ้าของที่พักก็สามารถหาลูกค้าได้ง่ายขึ้น
5. Amazon
Amazon มี Network Effects ในหลายแง่มุม ยิ่งมีผู้ขายจำนวนมากขึ้นก็ยิ่งทำให้ผู้ซื้อมีตัวเลือกสินค้าให้เลือกมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อเข้ามาใช้งานเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ขายมีโอกาสขายสินค้ามากขึ้น วงจรนี้เป็นการส่งเสริม Network Effects แบบ two-sided
6. Google
Google Search เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึง Network Effects ยิ่งมีคนค้นหามากเท่าไร ระบบของ Google ก็ยิ่งเรียนรู้และปรับปรุงผลการค้นหาให้แม่นยำและตรงความต้องการมากขึ้น ซึ่งจะดึงดูดให้คนมาใช้บริการมากยิ่งขึ้น
7. Microsoft (Windows, Office 365)
สำหรับ Microsoft Windows และ Office Suite ยิ่งมีคนใช้ผลิตภัณฑ์ของ Microsoft มากขึ้น ผู้พัฒนาและนักธุรกิจอื่น ๆ ก็ยิ่งสนใจสร้างซอฟต์แวร์และปลั๊กอินที่ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มนี้มากขึ้น ทำให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงแอปพลิเคชันและเครื่องมือเสริมที่หลากหลาย
8. YouTube
YouTube มี Network Effects ในแง่ที่ว่ายิ่งมีครีเอเตอร์หรือผู้ผลิตเนื้อหาเข้ามาใช้แพลตฟอร์มมากขึ้น ผู้ชมก็ยิ่งมีเนื้อหาที่หลากหลายและตรงตามความสนใจมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ชมจำนวนมากขึ้นดึงดูดผู้ผลิตเนื้อหาใหม่ ๆ เข้ามาอีก เป็นการเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
9. LinkedIn
LinkedIn เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับมืออาชีพ ยิ่งมีผู้ใช้เข้ามามากเท่าไร โอกาสในการเชื่อมต่อกับผู้คนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงโอกาสในการจ้างงานก็ยิ่งมากขึ้น ทำให้ทั้งนายจ้างและผู้หางานต้องการเข้ามาใช้งานมากขึ้น
10. Visa / Mastercard
ระบบการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตอย่าง Visa และ Mastercard มี Network Effects ที่ชัดเจน ยิ่งมีร้านค้าที่รับบัตรมากขึ้น ผู้ใช้บัตรก็ยิ่งสะดวกในการใช้งาน และในทางกลับกัน ร้านค้าก็จะมีแรงจูงใจมากขึ้นในการรับบัตรเครดิตเหล่านี้หากมีผู้ใช้บัตรจำนวนมาก
Network Effects จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทเหล่านี้สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เนื่องจากยิ่งมีผู้ใช้มากขึ้น ก็จะยิ่งมีความได้เปรียบในตลาดและดึงดูดผู้ใช้ใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
APPLE
**Moat** หรือ **barrier to entry** ของ Apple นั้นมีหลายปัจจัยที่ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันและยากต่อการที่คู่แข่งจะเข้ามาแข่งขันในตลาดเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้:
### 1. **Brand Loyalty (ความจงรักภักดีต่อแบรนด์)**
Apple มีฐานลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์สูงมาก ผลิตภัณฑ์ของ Apple เช่น iPhone, MacBook, iPad และ Apple Watch สร้างความไว้วางใจและความพึงพอใจสูงให้กับลูกค้า ทำให้ลูกค้ามักจะกลับมาซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของ Apple แม้ว่าจะมีราคาสูงก็ตาม
### 2. **Ecosystem (ระบบนิเวศ)**
Apple มี ecosystem ที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งประกอบด้วยการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์และบริการต่าง ๆ ของ Apple เช่น iPhone, iPad, MacBook, Apple Watch, Apple TV, และบริการอย่าง iCloud, Apple Music, App Store และ Apple Pay ทั้งหมดทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ทำให้ลูกค้าที่ใช้อุปกรณ์หนึ่งของ Apple มีแนวโน้มที่จะซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการอื่น ๆ ใน ecosystem เดียวกันมากขึ้น เพราะการย้ายออกจาก ecosystem ของ Apple จะทำให้สูญเสียความสะดวกสบายที่ระบบนิเวศนี้มอบให้
### 3. **Vertical Integration (การควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ)**
Apple ควบคุมทุกขั้นตอนของการผลิตสินค้า ตั้งแต่การออกแบบชิป (เช่น Apple Silicon) ไปจนถึงการออกแบบระบบปฏิบัติการ (iOS, macOS) ทำให้ Apple สามารถปรับแต่งผลิตภัณฑ์ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีความแตกต่างจากคู่แข่ง การควบคุมขั้นตอนนี้ทำให้ยากต่อการที่คู่แข่งจะสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถเทียบเท่าได้ในแง่ของประสิทธิภาพและประสบการณ์การใช้งาน
### 4. **R&D (การวิจัยและพัฒนา)**
Apple ลงทุนอย่างมหาศาลในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ การพัฒนานวัตกรรมด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทำให้ Apple มีความได้เปรียบเชิงเทคโนโลยีอยู่เสมอ
### 5. **Brand Image (ภาพลักษณ์ของแบรนด์)**
Apple ถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพสูง มีความหรูหรา และสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความพิเศษ การออกแบบที่เน้นความสวยงามและนวัตกรรมที่ทันสมัยทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Apple แตกต่างจากคู่แข่ง
### 6. **Intellectual Property (ทรัพย์สินทางปัญญา)**
Apple ถือครองสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมากที่เป็นนวัตกรรมเฉพาะของบริษัท การครอบครองเทคโนโลยีที่จดสิทธิบัตรเหล่านี้ทำให้คู่แข่งยากที่จะเลียนแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการของ Apple ได้โดยตรง
### 7. **Retail Presence (เครือข่ายร้านค้าปลีก)**
Apple Store มีบทบาทสำคัญในการสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับลูกค้า ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ขายสินค้า แต่ยังเป็นจุดให้บริการและสนับสนุนลูกค้า เครือข่ายร้านค้าปลีกของ Apple ทำให้บริษัทสามารถควบคุมประสบการณ์ของลูกค้าได้ตั้งแต่เริ่มจนจบ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งรายอื่นไม่มีในระดับเดียวกัน
### 8. **Supply Chain (ห่วงโซ่อุปทาน)**
Apple มีห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพและแข็งแกร่ง การมีความสัมพันธ์ที่ดีและยาวนานกับซัพพลายเออร์รายใหญ่ทั่วโลกทำให้ Apple สามารถเข้าถึงส่วนประกอบสำคัญต่าง ๆ ได้เร็วและมีต้นทุนที่คุ้มค่า ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ยากต่อการเลียนแบบ
โดยรวมแล้ว Barrier to entry หรือ Moat ของ Apple เกิดจากการผสมผสานของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ระบบนิเวศที่ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ และการควบคุมเทคโนโลยีและการผลิตอย่างละเอียด
Bookmark
https://finance.vietstock.vn
-
คำค้น https://finance.vietstock.vn/CCL/financials.htm?tab=BCTT https://finance.vietstock.vn/ https://fireant.vn/home https://www.vcsc.com....
-
✅ ประเด็นสำคัญของบริษัท MR. D.I.Y. (ประเทศไทย) - ประกอบธุรกิจร้านค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้า Lifestyle โดยมีสินค้ากว่า 18,000 SKUs -...
-
สรุปไฮไลท์ประกาศงบ Roblox Q3 2024 พร้อมบทเรียนด้านล่าง 1. ผลประกอบการที่สำคัญ • รายได้อยู่ที่ $919 million (+29%yoy) • Booking (ยอดเติมเงิน...

