ค้นหาบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567

monster

🐂⚡️🥫ศึกสงครามเครื่องดื่มชูกำลัง ราคาหุ้น Coca Cola (Monster) และ KDP (Ghost) มีโอกาสปรับขึ้นมากแค่ไหนจากกำไรจากธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง ?

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2024 ที่ผ่านมา Keurig Dr Pepper (KDP) หนึ่งในยักษ์ใหญ่แห่งวงการเครื่องดื่มโลกด้วยจำนวนแบรนด์ภายใต้บริษัทมากกว่า 125 แบรนด์ เช่น 7UP และ กาแฟ Folgers ได้ประกาศจะเข้าซื้อกิจการ Ghost บริษัทเครื่องดื่มชูกำลังที่ก่อตั้งมาเพียง 8 ปี ด้วยมูลค่า $1b

👻ใครคือ Ghost?

ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มชูกำลังโลก Ghost สามารถสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งด้วยการเน้น “ไม่มีน้ำตาลแต่มีคาเฟอีน” ที่มาในรูปรสชาติคล้ายขนม 

โดยใช้รสชาติต่าง ๆ ที่มาจาก Modelez International, Welch’s, Warheads โดยรสชาติมีทั้ง Sour Patch Kids, Swedish Fish, Bublicious, Strawberry Splash เป็นรสชาติฐาน 

Ghost ได้นำรสชาติเหล่านี้เพื่อมาสรรสร้างรสชาติที่หลากหลายรวมทั้ง Sour Pink Lemonade, Orange Cream, Citrus, Cherry Limeade, Redberry, Blue Raspberry, Sour Green Apple, Sour Watermelon, Tropical Mango, Electric Limeade, Grape, และ Rainbow 

กลยุทธ์นี้ ทำให้ยอดขาย Ghost เติบโตกว่า 4 เท่าในเวลาเพียง 3 ปีที่ผ่านมา 

🌈การซื้อ Ghost คือดีลที่ใหญ่มากของ Keurig

หลังการเข้าซื้อกิจการ Dr Pepper Snapple ที่มูลค่า $19b ในปี 2018 โดยครั้งนี้ Keurig จะลงทุน ~$990m เพื่อซื้อหุ้น 60% ของ Ghost และจะซื้ออีก 40% ที่เหลือในปี 2028 

การเข้าซื้อครั้งนี้ Keurig คาดว่าเครื่องดื่มชูกำลังของ Ghost ที่มีคาเฟอีนมากกว่า Dr Pepper ถึง 5 เท่า จะช่วยให้บริษัทเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่มีมูลค่า $23b เฉพาะในตลาดอเมริกาเท่านั้น

แม้มูลค่าการซื้อครั้งนี้จะดูน้อย หากเทียบกับมูลค่าตลาดของ Keurig ที่มีราว ~$50b แต่การซื้อครั้งนี้มีนัยยะเชิงกลยุทธ์อย่างมาก เพราะเป็นการเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังโลก ที่ดีมานมีการเติบโต ~10% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา 2003-2023 จากการคาดการณ์ของ Nielsen

🐂📈กระทิงแดงยังเป็นจ้าวตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของโลก

กระทิงแดง (Red Bull) มียอดขายทั่วโลกราว 12b กระป๋องในปี 2023 ด้วยรายได้ €10.6b ($11.4b) ตัวเลขนี้เองที่ทำให้เกิดคู่แข่งขึ้นมากมาย จากข้อมูลของ Mintel จำนวนแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังเพิ่มขึ้นมากถึง 21% ใน 3 ปีที่ผ่านมา 

โดยคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของกระทิงแดง คือ Monster แต่มีแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดมากมาย เช่น Prime ที่เติบโตมาจากกระแส YouTube ทำให้มียอดขายถึง $1.2b ในปี 2023

🥫ในปี 2022 KDP นักษ์ใหญ่เครื่องดื่มอีกรายได้ซื้อหุ้น 30% ใน Nubrabolt ผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์ C4 และยังลงทุนใน A Shoc เครื่องดื่มชูกำลังไร้น้ำตาล และเดือนกันยายนที่ผ่านมา ยังเข้าร่วมมือกับ Black Rifle Coffee เพื่อขยายตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของตน

🥫Coca Cola (KO) ปัจจุบัน คือผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Monster (MNST) ที่เข้าซื้อกิจการของ Bang Energy บริษัทที่ล้มละลายในปี 2023 จากนั้น ปี 2022 Coke ยังเข้าซื้อ Celsius เครื่องดื่มชูกำลังที่เป็นที่นิยมอย่างมากของกลุ่มผู้หญิงที่ชอบออกกำลังกาย ด้วยมูลค่า $550m 

🥫Pepsi Co (PEP) เข้าสู่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มชูกำลังด้วยการเข้าซื้อ Rockstar Energy ด้วยมูลค่า $3.9b ในปี 2020 

🥫Starbucks ร่วมมือกับ Dunkin ออกเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูงในปี 2024 

🥫🐂รายได้ของ Red Bull 

รายได้ของกระทิงแดงเติบโตต่อเนื่องจาก $6.07b ในปี 2019, เพิ่มเป็น $7.16b ในปี 2020, $7.82b ในปี 2021, $9.68b ในปี 2022, และ $10.55b (+9% y-y) ในปี 2023

โดยจำนวนยอดขายเพิ่มจาก 6.08b กระป๋องในปี 2016 เพิ่มเป็น 7.9b กระป๋องในปี 2020, 9.8b ในปี 2021, 11.6b ในปี 2022, และ 12.1b (+4.8% y-y) กระป๋องในปี 2023

กระทิงแดงมีสัดส่วนตลาด 39.5% และรายได้ $1.6b (16.5% ของยอดขายทั่วโลก) ในปี 2022 โดย Red Bull ขยายตลาดครอบคลุม 177 ประเทศ ตั้งแต่ก่อตั้งมาปี 1987 

กระทิงแดง Red Bull ที่ขายทั่วโลก เป็นบริษัทสัญชาติออสเตรีย ที่ยังคงถือโดยตระกูล Mateschitz โดยปัจจุบันบริหารโดย Mark Mateschitz ลูกชายของ Dietrich Mateschitz ผู้ก่อตั้งที่เสียชีวิตในปี 2022 

Mark ได้รับเงินปันผล €582m ในปี 2023 ด้วยหุ้นที่ถืออยู่ 49% ในบริษัท ส่วนอีก 51% ถือโดยตระกูลอยู่วิทยา 

🐂Red Bull vs👻Monster 

ธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังมีการเติบโตและมาร์จิ้นสูงกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่น เห็นได้จากตัวเลขของสองผู้เล่น Red Bull และ Monster 

ในปี 2017-21 การเติบโตเฉลี่ยของน้ำอัดลม (soft drink) อยู่ที่ 4.5% ต่อปี และอัตรากำไร EBIT ที่ 4.7% เทียบกับเครื่องดื่มชูกำลังที่เติบโต 11.6% และ EBIT มาร์จิ้นที่ 28.3% 

การเติบโตกำไรของทั้งสองคู่แข่งมาจากการเติบโตยอดขาย โดย Red Bull โตจาก 6.3b กระป๋องในปี 2017 เป็น 9.8b กระป๋องในปี 2021 (+55%) แต่ยอดขายเติบโต 45% นั่นหมายถึง Red Bull ทำยอดขายต่อกระป๋องลดลงจาก €0.85 ต่อกระป๋องในปี 2017 เหลือ €0.80 ต่อกระป๋องในปี 2021 

Monster เติบโตยอดขายจาก 8.6b กระป๋องในปี 2017 เป็น 14.7b กระป๋องในปี 2021 (+70%) ในขณะที่รายได้เพิ่ม 64% นั้นหมายถึง Monster ทำรายได้ $0.38 ต่อกระป๋องในปี 2021 ลดลงจาก $0.39 ในปี 2017 

ทั้ง Red Bull และ Monster เติบโตน้อยในตลาดที่โตมากแล้ว (mature market) เช่น อเมริกา แต่เติบโตมากในตลาดเกิดใหม่ (emerging market) 

คาดว่า กำไรของ KDP น่าจะปรับเพิ่มขึ้นได้หลังจากการเข้าซื้อกิจการของ Ghost และราคาหุ้นมีโอกาสขึ้นได้อีก 

#aiคิดต่างอย่างพี่หมู #energydrink #redbull #monster #celsiusenergy #rockstarenergy #ghostenergydrink

PRCT

เผื่อเป็นประโยชน์ครับ

PROCEPT BioRobotics (PRCT)
• จุดเด่นหลัก: มุ่งเน้นในตลาดเฉพาะด้าน โดยเฉพาะการรักษาภาวะต่อมลูกหมากโต (BPH) ซึ่งใช้เทคโนโลยี AquaBeam Robotic System สำหรับการผ่าตัดแบบอัตโนมัติที่ใช้พลังน้ำ (waterjet)

Intuitive Surgical (ISRG)
• จุดเด่นหลัก: เป็นผู้นำตลาดด้านหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมาเป็นเวลานาน ด้วยผลิตภัณฑ์หลักอย่างระบบ Da Vinci ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในการผ่าตัดที่ซับซ้อนในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะการผ่าตัดในช่องท้องและนรีเวชวิทยา
• ผลิตภัณฑ์: Da Vinci Surgical System เป็นแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในแง่ของคุณภาพและความปลอดภัย ช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถผ่าตัดได้ด้วยความแม่นยำสูงและมีการเจ็บปวดของผู้ป่วยน้อยลง
• ตำแหน่งในตลาด: ISRG เป็นผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในธุรกิจหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและขยายการใช้งานไปทั่วโลก

สรุป
• ISRG มีจุดเด่นในฐานะผู้นำที่มีแพลตฟอร์มครอบคลุมหลายประเภทการผ่าตัด และมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งทั่วโลก
• PRCT โดดเด่นในการมุ่งเน้นรักษาภาวะต่อมลูกหมากโตโดยเฉพาะ ทำให้มีข้อได้เปรียบในตลาดเฉพาะกลุ่มที่ยังคงมีโอกาสเติบโต

ส่วนตัวแอบชอบเหมือนกันครับ

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2567

NAT

 

รายละเอียด NAT

จากข้อมูลที่ให้มา พบว่ามีการกล่าวถึงบริษัท NAT ในแหล่งข้อมูล โดยระบุว่า NAT เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเน้นงานภาครัฐเป็นหลักถึง 80% โดยเฉพาะงานจาก บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ NAT

ความสัมพันธ์ระหว่าง NAT และ TOT

  • เดิมที TOT ใช้ระบบของ Lenovo และ HP แต่ประสบปัญหาขัดข้องบ่อยครั้ง NAT จึงได้นำเสนอระบบของ Dell เข้าไปแทนที่
  • NAT กลายเป็นผู้จำหน่ายระบบ (vendor) รายหลักของ TOT ทำให้ NAT มีโอกาสได้รับงานต่อเนื่องจาก TOT ในอนาคต
  • งานส่วนใหญ่ที่ NAT ได้รับจาก TOT จะเป็นลักษณะงานเชื่อมโยงกับระบบเดิมที่ NAT ติดตั้งไว้ คล้ายกับการประมูลแบบเจาะจง ทำให้ NAT มีโอกาสชนะสูงถึง 80%
  • NAT ตั้งเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจไว้ที่ 30% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ NAT

  • อายุเฉลี่ยของพนักงาน NAT อยู่ที่ 35 ปี ถือว่าเป็นบริษัทที่มีพนักงานอายุค่อนข้างน้อย
  • นักลงทุนสามารถติดตามข้อมูลการประมูลงานของ TOT ได้จากเว็บไซต์ของ TOT เพื่อประเมินยอดงานของ NAT ล่วงหน้าได้

หมายเหตุ: ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์นี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นจากแหล่งข้อมูลที่ให้มาเท่านั้น นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2567

China Gingko Education

 

แผนการใช้กำไรของ China Gingko Education

จากข้อมูลใน รายงานระหว่างกาล ปี 2567 ของ China Gingko Education Group Company Limited ("บริษัท") บริษัทมีแผนที่จะนำกำไรไปใช้ในการขยายธุรกิจ ดังนี้

  • เพิ่มการขยายตลาด และยกระดับคุณภาพการสอน: บริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำและเป็นผู้พัฒนาต้นแบบในการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมการจัดการโรงแรมในประเทศจีน
  • ขยายธุรกิจไปต่างประเทศ: บริษัทมีแผนที่จะจัดตั้งโรงเรียนในต่างประเทศ และสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรในต่างประเทศ
  • พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม: บริษัทจะใช้ชื่อเสียงของวิทยาลัย Yinxing และโรงเรียนฝึกอบรม Yinxing Catering ในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อกระจายแหล่งรายได้
  • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: บริษัทได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในการก่อสร้างวิทยาเขตใหม่ Nanxi โดยเฟสแรกแล้วเสร็จในปี 2565 และอยู่ระหว่างการก่อสร้างส่วนขยาย ซึ่งรวมถึงหอพักนักศึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีการศึกษา 2567

โดยสรุป บริษัทมีแผนที่จะนำกำไรไปใช้ในการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต


จำนวนนักศึกษา

ในปีการศึกษา 2566/2567 วิทยาลัย Gingko College of Hospitality Management ("วิทยาลัย Yinxing") มีจำนวนนักศึกษาประมาณ 20,728 คน เพิ่มขึ้น 8.3% จากปีการศึกษา 2565/2566 ที่มีนักศึกษา 19,148 คน

ภาพรวมธุรกิจของ China Gingko Education

China Gingko Education Group Company Limited ("บริษัท") เป็นผู้ให้บริการการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาในมณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน ธุรกิจหลักของบริษัทคือ วิทยาลัย Gingko College of Hospitality Management ("วิทยาลัย Yinxing") และโรงเรียนฝึกอบรม Yibin Yinxing Catering Management

วิทยาลัย Yinxing

  • มีนักศึกษาประมาณ 20,728 คน ในปีการศึกษา 2566/2567
  • เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี 30 หลักสูตร และหลักสูตรอนุปริญญา 24 หลักสูตร
  • มีอัตราการจ้างงานของผู้สำเร็จการศึกษาอยู่ที่ 78.4% ในปีการศึกษา 2566/2567

แหล่งรายได้หลักของบริษัท มาจากค่าเล่าเรียนและค่าที่พัก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 95% ของรายได้รวม

กลยุทธ์ของบริษัท มุ่งเน้นไปที่

  • การขยายตลาดและการยกระดับคุณภาพการสอน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมการจัดการโรงแรมในประเทศจีน
  • การจัดตั้งโรงเรียนในต่างประเทศ และสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรในต่างประเทศ
  • การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม โดยใช้ชื่อเสียงของวิทยาลัย Yinxing และโรงเรียนฝึกอบรม Yinxing Catering เพื่อสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลาย

การขยายธุรกิจ

  • บริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างส่วนขยายของวิทยาเขตใหม่ Nanxi ซึ่งประกอบด้วยหอพักนักศึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีการศึกษา 2567

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • บริษัทไม่มีการลงทุนหรือการซื้อขายกิจการที่สำคัญในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567)

CFO 260 แต่ interim 24 ติดลบ

สัมนา

📌🐲สรุป Mindset ไอเดียการลงทุนยุคใหม่ “Value Investor Masterclass (Dragon Edition) เคล็ดลับลงทุนหุ้นไทย-จีนแบบเซียน VI (Hybrid Class)” คลาสของ Skilllane by หุ้นทรง A

-พี่มี่ ทิวา
✅ -ถึงแม้จะมีบางสภาวะที่ตลาดหุ้นดัชนีไม่ไปไหน แต่มันจะมีบางธุรกิจที่มันสามารถโตขึ้นไปได้ถึง 10 เด้ง 20 เด้ง เพราะกำไรเติบโต ยกตัวอย่างใน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็มี Toyota และ Uniqlo มันอยู่ที่ว่าคุณจะหาธุรกิจแบบนั้นเจอมั้ยก็ต้องอาศัยความขยันถ้าคุณรักในการลงทุน หลักการง่ายๆเลย คุณจะต้องรู้ว่าตัวเองชอบอะไร และรักที่จะทำมัน “ Love what you do “ อย่างผม(พี่มี่) หามันเจอคือผมเป็นคนชอบอยากรู้อยากเห็น พอไปเจออะไรก็ชอบคิดวิเคราะห์เรียนรู้ ชอบอ่านหาเหตุผล และผมก็ชอบหาความรู้เกี่ยวกับ อสังหา,อุปกรณ์ IT ,จนล่าสุดก็หลงใหลใน AI ต้องลงทุนในสิ่งที่เราชอบ เราจะสนุกมีความสุขไปกับมัน.

✅ -นักลงทุนชอบลงทุนอะไรที่เป็นเรื่องใหม่ๆ ถ้าสังเกตุบางธุรกิจที่มันมูลค่าถูกๆ (PE ต่ำ) ไม่ไปไหนสักทีเพราะทุกคนก็รู้แทบกันหมดแล้ว.

✅ -การลงทุนในหุ้นจีน คือ อันดับแรกต้องหา ธีมของหุ้นให้เจอก่อน และ สินค้าบริการ ต้องมีราคาที่ถูกกว่ารวมไปถึง คุณภาพที่ลูกค้าได้รับต้องดีกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรม บริษัทจีนรูปแบบเก่า เจ้าของจะถือหุ้นค่อนข้างเยอะ ประมาณ 60%+แต่ถ้าเป็นธุรกิจ Tech ในจีนจะถือหุ้นกันน้อยๆไม่ค่อยมีสัดส่วนมากอย่างที่นักลงทุนมองหา.

✅ -การมอง Valuation มี 2 แบบ
       1. Present value --> คนรู้กันหมดแล้ว
       2. Future value --> ถ้านักลงทุนเห็นภาพอนาคตนี้ก่อนคนอื่นๆ จะได้กำไรไป ทักษะสำคัญคือการมองไปข้างหน้าในอนาคต และต้องแม่นยำใกล้เคียงให้มากที่สุด 
       -สิ่งสำคัญถ้าเรามีทักษะตรงนี้แล้วสามารถลงทุนได้ตลอดชีวิต ถึงแม้เวลาจะผ่านไปแค่ไหนอายุจะเยอะมากแค่ไหน ก็สามารถลงทุนได้ แต่ระหว่างทางเราต้องบ่มเพาะ สร้างเหตุ ด้วยการขยัน อ่านเยอะๆ เรียนรู้ หาเรื่องที่เราสนใจและไม่เบื่อที่จะศึกษามัน.
 (ผมขอเสริมตรงนี้นิดนึงครับ ในยุคนี้ข้อมูลความรู้ ข่าวสาร มันเยอะมากๆ และผมคิดว่าในสมัยนี้นักลงทุนต้องมีทักษะอีกอย่างคือ การวิเคราะห์และแยกแยะข้อมูลที่ดีหรือเลือกที่จะนำข้อมูลอันไหนที่ดีเป็นประโยชน์กับตัวเองใส่เข้ามาในหัวสมอง ความยากของมันคือ เราจะรู้ได้ไงว่าเราเอาขยะเข้าสมอง ซึ่งหลายๆคนไม่รู้ รวมถึงตัวผมด้วย 😂 อย่างประโยคที่ว่า “Garbage in,Gabage out” ).

-พี่อ๋อง ปรัชญา 
✅ -กลยุทธิ์การลงทุนของผมจากแต่ก่อนจนถึงปัจจุบันนี้ ผมยังมอง Bullish กับประเทศไทยอยู่ และนักลงทุนเก่งๆก็ไป ต่างประเทศ กันหมด เพราะมองว่าประเทศไทยไม่มีอะไรแล้ว รวมถึงเด็กรุ่นใหม่ๆ Mostly ก็ไม่ค่อยภูมิใจในความเป็นไทยเท่าไหร่นัก ดังนั้น ผมคิดว่าเราต้องทำการบ้านให้หนักขึ้นกว่าเดิมและผมมองว่ามันยังมีโอกาสสำหรับหุ้นไทย.

✅ -สมัยก่อนตอนที่ผมลงทุนใหม่ๆ มันจะต้องเล่นหุ้นด้วย Story ตลาดถึงจะปรับ PE อันนี้คือ Playbook แรกๆที่ผมใช้ และจะเน้น Switching หุ้นบ่อยมาก ตลาดมันไม่ได้ซับซ้อนมากเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ และสิ่งสำคัญคือต้องมองหุ้น เป็นธุรกิจจริงๆ และเล่นท่าที่เราเล่นได้ ท่าที่เราถนัด แล้ว Snowball ไปเรื่อยๆ สมัยนี้ผมคิดว่าถ้าลงทุนแล้วได้กำไรจะต้อง เป็นธุรกิจที่มีกำไร Solid ต่อเนื่อง กำไรที่มาแค่ ไตรมาส ต่อ ไตรมาส มักจะไม่ค่อยเล่นกัน ในตลาดหุ้นไทย มี Smart money เยอะมันเลยทำให้หุ้นไทยยากแต่มันก็ทำให้เราได้พัฒนาตัวเอง.

✅ -หลักการที่ผมไปนั่งตกผลึกมาหลังจากที่กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยยุคนี้ คือ 
     1.รายได้บริษัทจะโตจากอะไร —> TAM อุสาหกรรมโต หรือ แย่ง Share 
     2.รายได้ที่โตใช้ Capex มากหรือน้อย
     3.คุณภาพของรายได้และกำไรของธุรกิจ 
     4. Value Proposition
     5. Switching cost 
     6. Scale Economies
     7. %GPM ในอดีต
     8. ปลายทางของธุรกิจ

พี่ Jekky 
✅-นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้าตลาดจะใช้ PE ในการ Valuation ในช่วง Maturity stage แต่การที่เราจะสามารถรวยได้จากหุ้นจริงๆแล้วเค้าไม่ได้ ใช้ PE แต่เค้าจะใช้การมอง Market cap / TAM ด้วย Risk Reward Ratio เราก็ต้องมองว่าธุรกิจแบบนี้มันมี Market cap ที่สามารถไประดับ 20-30 เด้งได้มั้ย?.

✅-และจังหวะที่ทำให้เรารวยได้คือ เกิดวิกฤต มันจะมีวิกฤตหลายอย่าง วิกฤตประเทศ,วิกฤตอุตสาหกรรม วิกฤตตัวธุรกิจเอง และเราจะรู้ได้ยังไงว่ามันเป็นวิกฤตที่ชั่วคราว เพราะ วิกฤต ที่เป็นโอกาสมันมีน้อย เรามีหน้าที่ Scan ว่าอันไหนมันเป็นโอกาสมากกว่าและมันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง.

✅-หา บริษัทที่ TAM ยังเล็กๆหรือไม่ชัด และมีโอกาสเติบโตไปเป็น TAM ใหญ่ๆได้ และที่สำคัญในการปั้นพอร์ตคือ Risk Rewad Ratio, Expected Return ต้องเป็นบวก.

-ขอขอบคุณทาง #Skilllane ที่เชิญให้ผมได้เข้าร่วมคอร์สเรียน ‘Value Investor Masterclass’ เคล็ดลับลงทุนหุ้นไทย-จีนแบบเซียน และขอบคุณพี่มี่ พี่อ๋อง พี่ Jekky ที่ให้ความรู้วิทยาทานกับนักลงทุนที่กำลังต่อสู้บนเส้นทางนี้ด้วยครับ 🙏🏻🙇🏻

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2567

SAB

 “SABECO อาจดูเป็นหุ้นน่าเบื่อ แต่เติบโตมั่นคง DOWNSIDE จำกัด”

-สรุป 5 ข้อสำคัญ มุมมองหุ้น SABECO ในงาน “ลงทุนนอก 2024” โดย คุณบอล-ภาคย์ภูมิ ศิริหงษ์ทอง


1. SABECO เป็นใคร ?

SABECO หรือ Sabeco Brewery เป็นบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เจ้าสำคัญในเวียดนาม เจ้าของแบรนด์ดัง ๆ ในเวียดนาม เช่น Saigon Beer, 333

ข้อมูลสำคัญคือ SABECO มีเครือ ThaiBev เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่


2. ความน่าสนใจของ SABECO 


- หลัก ๆ คือตอนนี้ SABECO มีความแข็งแกร่ง แต่ตอนนี้ปัญหารุมล้อมเยอะ ทำให้ราคาหุ้นลงมาเยอะ 

ซึ่งตอนนี้ DOWNSIDE น่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว และ P/E ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม 


- SABECO อายุ 149 ปี มีชื่อเสียงมายาวนาน 


- ตลาดเบียร์ที่เวียดนาม ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ใหญ่กว่าญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไทย 


- แต่ทีนี้ตลาดมันยังเติบโตได้อีก เพราะอายุของประชากร ยังสามารถเข้าถึงวัยที่สามารถดื่มได้มากขึ้น รายได้ประชากรเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้น 


3. ภาพรวมตลาดเบียร์ในเวียดนาม ในมุมตัวเลข 


- ตอนนี้ Market Share เบอร์ 1 ของเวียดนาม เป็น Heineken อยู่ที่ 43% ส่วน SABECO อยู่ที่ 35% 

ถ้าแยกตามแบรนด์ ตัวท็อป ๆ Heineken เป็นเบอร์ 1 แต่อันดับถัด ๆ มาเป็นของ SABECO ทั้งหมด เช่น Saigon Beer, 333


- แต่ต้องหมายเหตุว่า จริง ๆ แล้ว Market Share ของ SABECO เป็นเบอร์ 1 ตลอด เนื่องจาก ตลาดหลักของ SABECO ไม่เน้นขาย Modern Trade แต่เน้นเป็นร้านเล็ก ๆ ตามโชห่วย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มาก แต่อาจไม่ถูกนับอยู่ในรายงานยอดส่วนแบ่งตลาดทั้งหมด


- จุดเด่นของคู่แข่งอย่าง Heineken คือเรื่องแบรนด์ แบรนด์เขาดี ขายตามโรงแรม ตามร้านอาหาร และสถานบันเทิง


- ส่วน SABECO สามารถขายได้ทั่วประเทศ ขายตลาด Mass ซื้อจากร้านกลับไปดื่มที่บ้าน เพราะฉะนั้นด้านปริมาณการขาย SABECO เยอะกว่า Heineken


- ปัจจัยด้านอุตสาหกรรม ตลาดที่มีการแข่งขันเป็นแบบ กึ่งผูกขาด เนื่องจากมีเพียงผู้เล่นอย่าง Heineken และ SABECO ที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่เพียงแค่ 2 รายในประเทศเวียดนาม


4. ปัจจัยกดดันก่อนหน้านี้ 


- Decree 100 กฏหมายด้านการดื่มแล้วขับ ในเวียดนาม มีความเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ตลาดเบียร์ ติดลบ 25%


- รวมถึงเรื่อง BAC Limit 0.00% หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด 0.00% คือดื่มแค่นิดเดียวก็โดนปรับ ทำให้ร้านค้า ผับ สถานบันเทิง ได้รับผลกระทบอย่างมาก กระทบหุ้นกลุ่มนี้


- มาตรการขึ้นภาษีสรรพสามิต จาก 65% เป็น 100% ต่อราคาขาย ภายในปี 2031 

เทียบง่าย ๆ ว่า ถ้าผู้ประกอบการส่งให้ลูกค้ารับภาระทั้งหมด จะทำให้ราคาเบียร์เพิ่มขึ้นประมาณ 21% 


5. จุดเด่นหลัก ๆ ของ SABECO


- การฟื้นตัว และเติบโตต่อของเศรษฐกิจเวียดนาม

- ไม่ติด Foreign Limit ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของหุ้นในตลาดเวียดนาม

- ความสามารถในการขึ้นราคา ได้เปรียบกว่าคู่แข่งอย่าง Heineken เพราะตอนนี้ เบียร์ของ SABECO ยังถูกมาก เช่น จากเดิมกระป๋องจาก 16 บาท ถ้าคิดเรื่องมาตรการภาษี จะปรับราคาเป็น 19 บาท ซึ่งไม่ได้กระทบมากเท่าไร


สรุปมุมมอง คุณบอล-ภาคย์ภูมิ ศิริหงษ์ทอง ต่อหุ้น SABECO กำลังซื้อขายกันที่ช่วง P/E ในระดับต่ำ แต่รายได้ยังเติบโตดี มีปันผลดี จึงมองว่า DOWNSIDE ค่อนข้างจำกัด 


“SABECO อาจดูเป็นหุ้นน่าเบื่อ แต่เติบโตมั่นคง DOWNSIDE จำกัดแล้ว..”


คำเตือน : โพสต์นี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูล ไม่ได้เป็นการชี้นำให้ซื้อหรือขายหุ้นแต่อย่างใด

Royal Caribbean

 "เรือสำราญ ลำละ 70,000 ล้าน แต่ RCL ทำให้คืนทุนได้ ใน 2 ปี"

วิเคราะห์หุ้น Royal Caribbean ธุรกิจมีอะไรดี ทำไมถึงน่าสนใจ ? ในงาน “ลงทุนนอก 2024” โดย คุณเมธพนธ์ อมรธีรสรรค์, เจ้าของเพจหุ้นเปลี่ยนโลก


Royal Caribbean (RCL) คือบริษัทเรือสำราญ เบอร์ต้น ๆ ของโลก 

เป็นหุ้นเกือบหลับ แต่กลับมาทำ ALL TIME HIGH ทุกครั้ง และฟื้นขึ้นมาหลายเท่าตัว จากช่วงโรคระบาด


- รู้ไหมว่า ธุรกิจเรือสำราญ โตเร็วกว่าเทรนด์การท่องเที่ยวในภาพรวม แถมยังกินแชร์โรงแรมเพิ่มขึ้น


ตอนนี้มีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคนต่อปี ท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญ 

คิดเป็นเพียง 2.5% ของการเดินทางข้ามประเทศ จึงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก


- ตั้งแต่ปี 2004 หรือ 20 ปีที่ผ่านมา มี 150 ล้านคนที่เคยนั่งเรือสำราญ แต่ปัจุบันคนที่มีศักยภาพขึ้นเรือสำราญได้ มีมากกว่า 1,000 ล้าน หรือมีอีกกว่า 850 ล้านคน ที่ยังไม่เคยลอง แม้จะมีเงินพอเที่ยวแล้ว 


อุตสาหกรรมนี้ยังเล็ก แต่จะค่อย ๆ เป็นที่รู้จักมากขึ้น และจะกินส่วนแบ่งการท่องเที่ยวทางอื่นมาได้ 


- จุดที่น่าสนใจคือ ธุรกิจเรือสำราญของ Royal Caribbean มีอัตรากำไรน้อง ๆ ดิสนีย์แลนด์เลย ที่ประมาณ 15% ถ้ามองดูก็ Make sense มันคือดิสนีย์แลนด์ บนมหาสมุทร  


ในทะเล เรือคือ Monopoly ที่สามารถชาร์จสินค้าและบริการเพิ่มเติมได้อย่างเต็มที่ แม้แต่ช็อปต่าง ๆ ที่อยากมาเปิด ก็ต้องแบ่งให้รายได้บางเจ้ามากถึง 50%


อีกอย่างที่เหมือนดิสนีย์คือ สเกล 

เมื่อคนกว่า 6,000 คน มาอยู่รวมกัน ก็จะทำให้ Facility ทุกอย่างถูกใช้งานอย่างเต็มที่ อย่างเช่น โรงอาหารโรงนึง สามารถดูแลคนเป็น 2-3 พันคน 


จุดเด่นอื่น ๆ ของ Royal Caribbean


- ธุรกิจยังสามารถดึงดูดแรงงานบนเรือ จากประเทศที่มีค่าแรงถูกได้ 

ทำให้อัตรกำไรดีขึ้นด้วย ต้นทุนแรงงงานไม่ Fix ต้องใช้คนภายในประเทศเหมือนกลุ่มโรงแรมทั่วไป


- คู่แข่งเข้ามาได้ยาก เพราะธุรกิจต้องลงทุนสูงมาก เรือแต่ละลำ มีต้นทุนสร้างถึง 70,000 ล้านบาท 

แถมกว่าจะสร้างเรือมาได้ 7 ปี และต้องมีเรือเยอะ ๆ เพื่อให้ต้องเกิดการประหยัดต่อหน่วยด้วย ผู้เล่นใหม่จึงเข้ามาและเกิดได้ยากมาก ทำให้มีผู้เล่นหลัก ๆ ในอุตสาหกรรม 3 ราย กินส่วนแบ่งไป 3 ใน 4 


แต่ถึงต้นทุนสร้างเรือจะสูงขึ้น ลำละ 70,000 ล้านบาท แต่ RCL สามารถทำให้คืนทุนได้ ใน 2 ปี


หุ้น Royal Caribbean จึงอาจเปรียบเสมือน เรือสำราญ ที่จะพาเราไปยัง Destination ของการลงทุน..



มีคนถามเยอะว่าได้จริงหรอสองปี ต้องบอกว่าถ้าภายในสองปีเป๊ะๆ อาจจะไม่ได้ครับ ต้องขออภัยด้วยครับ ผมคำนวณโดยให้ assumption ประมาณนี้ครับ


ราคาต่อคืนต่อหัวประมาณ $500/คืน (เฉลี่ยๆ จากทั้งห้องแพงและถูกและเผื่อ add on เช่นการเลือกชั้นหรือฝั่งของเรือที่ต้องการ กะเอาจากเว็บ cruiseplum ซึ่งตอนเรือเปิดตัวใหม่ๆ แพงกว่านี้อีกมากครับ) 

ค่าใช้จ่ายบนเรือ $250/วัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ $100/วัน เพราะลำนี้เขาแวะเกาของตัวเอง และเป็นเรือใหม่ ของเล่นจัดเต็มโคตร คนพร้อมจ่าย


จำนวนคนต่อวัน 7000 (ผู้บริหารบอกเสริมเตียงกันเยอะมากที่ 130% ของ capacity)


จำนวนวันที่เดินทาง 360 วัน


อัตรากำไร EBITDA ของเรือน่าจะมี 45% ได้ (ระดับทั้งบริษัทอยู่ที่ 30%) แล้วแต่จะกะเอานะครับ


คำนวณออกมาจะตกกำไรปีละ $850m หรือคืนทุนเรือที่ราคา $2000m ในระยะเวลาสองปีกว่าๆ ครับ นอกจากนี้เรือเก็บเงินลูกค้าก่อนหลายเดือน และเป็น unrefundable ด้วย เพราะฉะนั้นกระแสเงินสดจะหมุนเร็วขึ้นอีกหน่อยครับ


ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกเรือจะทำแบบนี้ได้ และพอเรือเริ่มเก่า ก็จะชาร์จราคาได้น้อยลงตามอายุครับ เป็นข้อเสียของกลุ่มนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมต้องไปฟังเทปงานลงทุนนอกย้อนหลังนะครับ ^^


ลงทุนแมน สัมนา หุ้นนอก

 ลงทุนนอก by ลงทุนแมน


Session 1


หาหุ้น Deep Value

โอกาสลงทุนดีๆ ที่แฝงอยู่ทั่วโลก


โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช, เจ้าของเพจ Club VI


"Price is what you pay Value is what you get"

Benjamin graham


- หุ้น Deep value คือ หุ้นที่มีปัญหาชั่วคราว ไม่มีใครสนใจ Marketcap เล็กกว่าบริษัทอื่นที่รายได้กำไรเท่าๆกัน

- อย่างบ.นึงที่บ.ลูกจะ ipo ที่อเมริกา ข่าวนี้นานแล้วไปพูดที่ไหนไม่ค่อยมีใครฟัง แต่พอข่าวนี้ออก Public หุ้นก็ชึ้น 20%กว่า

- หรืออย่างหุ้นจีน ก่อนหน้านี้ ที่ราคาไม่ไปไหน 

- Baidu คล้าย google เป็น search engine ตอนนี้มี robo taxi แล้ว ตลาดคือคนจีนเป็นส่วนใหญ่ แต่จำนวนคนก็มาก mkcap ต่างกัน 55เท่า


ตลาดหุ้นจีน 

- HK2666 มีศูนย์การแพทย์ 5ศูนย์ 15000เตียง มากกว่า bdms 2เท่า แต่ Mkcap น้อยกว่า 12เท่า ให้เช่าซื้ออุปกรณ์กับโรงพยาบาลเล็กๆ pe 4 เท่า Pb 0.42 ปันผล 7%(ก่อนหน้านี้ 9%) 


ยุโรป 

- หุ้นเทคน้อย ดังๆมี asml

- Volkswagen (VOW3.DE) 

- เป็นรถที่ขายดีสุดในจีน

- P/E 3, P/BV 0.3, P/Sales 0.15 กำไรโตทุกปี

- มูลค่าน้อยกว่า byd


สิงคโปร์

- Pe 13 

- UOB- United Overseas Bank (U11.SI) รายได้กำไรเติบโต มี DR

-  Thai Bev (SI.C6L)

-  Reit ใหญ่สุด


สรุป

- Deep Value ต้องราคาถูก ไม่ค่อยมีคนสนใจ หรือเจอปัญหาบางอย่าง

- การอวยพรให้โชคดี อาจไม่พอ ขออวยพรให้เจอ Deep Value เจอหุ้น 10 เด้ง 100 เด้ง


Session 2


Baidu by พี่มี่

- Baidu search ทำก่อน google search 

- Baidu map เตือนไฟจราจรได้รายวินาที

- iQiYi ดูฟรีตอนแรกๆ ตอนหลังๆเก็บเงิน

- Baidu Ai แต่งการ์ตูน gen ภาพได้ เด็กๆก็ทำได้

- Ai boyfriend แต่เริ่มมีการเลียนแบบแล้ว

- Smart Conversation ทำตัวตนสมมุติขึ้นมา เราคุยกับคนในประวัติศาสตร์ได้ หรือทำ Ai ดร.นิเวศ ให้เราเอางบ Upload ไปปรึกษาได้

- Robo taxi 500กว่าคัน R6 เอาพวงมาลัยออก 


Financial & Valuation

- ต้นทุน รายจ่ายเริ่มควบคุมได้

- Growth 5% terminal value 2% ได้ 164เหรียญ

- Mkcap 36b มีเงินสด 50เหรียญ


ความเสี่ยง

- Tiktok ขึ้นมาเร็ว

- การแบนชิป ครั้งแรกหุ้นลงไป 44% ครั้งสอง -20% ครั้งสาม -9%

- Ai จีน อาจจะเก่งน้อยกว่า จากภาษาในโลกที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ และมีการสกรีนจากรัฐบาล


สรุป

- ถ้าเชื่อว่า Ai จะมาเปลี่ยนแปลงโลก ตัวนี้ราคาน่ทสนใจ


พาร์ท comment

- uber 80บ ไปdriver 20บ ไปแอป ไม่มี driver 30 บ อาจจะเอามาลดราคาได้

- ตลาด autonomous car 2TUsd และจะไป 10TUsd waymo วิ่ง 4คัน


ดร.นิเวศ

- คิดว่าตกรถจีน รอดูหลังเลือกตั้ง

- baidu ก็ดูอยู่ เพราะ google มี competitive advantage ตัวนี้ก็คล้ายๆ แต่จะโดน Winner take all หรือเปล่า ถึงราคาไม่ขึ้น

- พี่มีบอกว่า เคยใช้ bloomberg terminal มีการเตือนเรื่องหุ้นจีนน่ากลัว อาจจะโดนกีดกันจากอีกฝั่งด้วยหรือเปล่า


อ.ประภาษ

Q อะไรจะเป็นตัวพลิกฟื้น

A อาจจะเป็น Ai และ Robo taxi ตอนนี้ 2%รายได้ ถ้าโตเร็วๆ นลทอาจจะสนใจ รอดู 1ปี



Session 3


Sabeco by พี่บอล ภาคย์ภูมิ

- เจอปัญหารุมเร้า และมีจุดที่น่าจะทำให้ขึ้นได้

- บริษัทอายุ 149ปี คนบริโภคปีนึง 137กระป๋อง

- ตลาดเบียร ์ โต 8% หลังโควิดโต 5% จากคนเวียดนามที่ยังหนุ่มสาว ส่วนใหญ่เป็นตลาดแมส

- Mkshare เบอร์ 1 แต่บางบทความจะบอกว่า Heineken ซึ่งเค้าเก็บจาก MT

- Heineken จุดเด่นคือแบรนด์ แต่ Sabeco เก่งเรื่องช่องทางการขาย สองเจ้ารวมกัน 80%


ปัญหา

- แบรนด์สู้ไม่ได้ จากแต่ก่อนไม่ลงงบการตลาด แต่ตอนนี้

- พรบ.เมาแล้วขับ เข้มปี 2023 กฏหมายคือ 0% ไทย 0.05% เข้มไปไหม คนได้รับผลกระทบเยอะ รัฐกำลังทบทวนอยู่

- ขึ้นภาษี 65% เป็น 100% หุ้นลง 20%กว่า แต่จริงๆทยอยขึ้นหลายปี 

- จริงๆ เบียร์ ถูกมา 16บ ขึ้นเป็น 19บ ก็ไม่กระทบแล้ว


Valuation

- urate 50%

- ปี 2018 ที่ไทยเบฟเข้าไปซื้อ มาจิ้นเพิ่มขึ้น 

- ต้นทุน ที่สูงจากสงครามรัสเซีย

- โตไม่เซ็กซี่ แต่แน่นอน

- pe สูงมาตลอด Pear 20เท่า

- Cashflow ดีมาก


ความเสี่ยง

- ต้นทุน


Positive Catalyst

- MSCI 

- การที่ปัญหาต่างๆ คลี่คลายมากขึ้น


สรุป

- โตไม่เซ็กซี่ แต่น่าสนใจ

- ไทยเบฟซื้อ 160kดอง ตอนนี้ 60kดอง

- จะซื้อหุ้นเบียร์ ต้องระวัง


อ.ประภาส

- Bigc มาแสนล้าน mkcap bjc ไม่ถึงแสนล้าน


ดร.นิเวศน์

- อยู่ได้ เค้ายังกินน้อยเกินไปยังไม่รวย

- ยังไม่มีคนสนใจ

- เวียดนามมีคนเล่น 2กลุ่ม 1.เล่นแบงค์ 2.


K.ศุภอรรถ

- ต้องดูว่าได้อะไร เสียอะไร 

- คนเวียดนามดื่มเบียร์เยอะไ อันดับ 40 แต่ gdp 100กว่า รัฐเลยออกมาทุบ แต่ทุบจนเยอะแล้ว อีก 4-5ปีไม่น่าทุบเพิ่มแล้ว


Session 4


หุ้นปันผล ของสิงคโปร์ by K.ณัฐ ตรีพูนสุข yuanta

- pe ต่ำ ปันผลสูง CG ดี การเมืองนิ่ง


SINGAPORE AIRLINES

- คุณภาพดี เบอร์ 2 รองจาก Qatar

- รายได้เท่าก่อนโควิด แต่กำไรแซงแล้ว เพราะค่าตั๋วขึ้นจากก่อนโควิด 28%

- ปันผล 2024 น่าจะ 7%

- ราคาน้ำมันผันผวน แต่เค้าเก่งด้วยเฮจจิ้ง ทำให้ต้นทุน แกว่งอยู่ในช่วง 25-30%


Venture 

- ทำส่วนประกอบอุปกรณ์ เวลเนส datacenter แผงอิเล็กของบุหรี่ โดยโมเดลไปเป็นพาร์ทเนอร์เอา

- ล่าสุดเครื่องซักผ้ามี Ai


UOB

- รายได้จากสิงคโปร์ 50% 

- รายได้ไม่ไช่ดอกเบี้ย 32% 

- npl ต่ำ

- Roe 14% จากรายได้บริการ และ Fin tech ในสิงคโปร์ จำนวนคนใช้ผ่านแอป มากกว่าไปสาขา

- คู่แข่งหลักคือ Dbs 

- ซื้อ Citi มา ต้นทุนทับซ้อน ลดได้


ดร.นิเวศ

- สิงคโปร์ดูอยู่ เพราะคนเก่ง ตลาดใหญ่พอ แต่ยังไม่ได้ไป

- อินโด ฟิลิปปิน ไม่ไป เพราะคนยังไม่ถึง


K.บาส ศุภอรรถ

- ข้อเสียคือ ตลาดหุ้น Under มา 10ปี และค่าเงิน

- เรื่องภาษี สำคัญมาก

- ในเชิงประเทศดี แต่ในเชิง cap gain อาจจะน่าสนใจน้อย


K.ประภาส

- อัตราแลกเปลี่ยน ไกล้เคียงกับไทย แต่ระยะยาวแข็งค่าขึ้น


Session 5


ภาษีหุ้นนอก by คุณนิติกานต์ รามนัฏ Senior Associate, Baker McKenzie


- ปีที่แล้วออกประกาศ ว่า มีปันผล กำไรจากการลงทุน ต้องเสียภาษี

- แต่กรมสรรภากร มีให้ข่าวว่า ถึงไม่นำเข้าไทย มีเงินได้ก็ต้องเสียภาษี


Q ยังทำเป็นไม่รู้ ไม่ยื่นได้ไหม

A ตอนนี้ ถ้ายังไม่นำเข้ามาก็ยังได้

- ถ้าเราไม่เสีย มีเบี้ยปรับ 2เท่า เงินเพิ่ม 1.5%ตาอเดือน


Q ถ้าเราเทรด ที่โปรคตปทเลย เค้าจะเจอไหม

A เจอ เพราะเรามีกฏหมายเรื่องแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงิน เค้าต้องเก็บข้อมูลในแต่ละปี เงินได้ ดอกเบี้ยเท่าไร สรรพากรตรวจสอบได้


Q วิธีที่มีเงินได้ปุ๊บต้องเสีย เป็นไปได้ไหม

A บางคนบอกมีพรก.ปีหน้า บางท่านบอกนาน แต่เป็นไปได้



Session 6


หุ้น SUPER MOAT

ธุรกิจทรงอิทธิพล ที่อำนาจต่อรองสูง


Hermes by พี่หลิน


Lux Industry

- ตลาด Personal Lux 300MUsd Hermes 15MUsd

- เวลารวยขึ้น ใช้มากขึ้น ทั้ง P Q


ชัยภูมิ

- เริ่มจาก พระเจ้าหลุย14 ทำให้ฝรั่งเศษคือผู้ครองความหรูหรา

- Paris ตรงนั้นมีสามเหลี่ยมทองคำ ข้างหน้ามีประตูชัย เลี้ยวซ้ายมีหลุยวิคตอง 

- งบ ปกติเอาเงินสดขึ้นก่อน แต่เค้าเองอะไรที่ยาวขึ้นก่อน

- 1/3 เป็นสินค้าหรู


ป้อมปราการ

- Timeless สินค้าไม่ล้าสมัย กล่องสีส้ม

- iphome

- เค้าไม่เคยใช้ 5 force ไม่ดึงเงิน แต่ขอของดีสุด

- ไม่ขึ้นราคาพร่ำเพรื่อ

- BKC 

- เป็น Creation พนักงานเทรนมาอย่างดี ช่างทุกคนเป็นเจ้าของกระเป๋า ถ้าเป็น limited เค้าเห็นหน้าคุณก่อน

- ร้าน 300สาขา เพิ่มที่ละนิด ยอดขาย 2000ล้าน/สาขา

- เซลรู้จักเรา

- โตทุก sector เพราะเค้าต้องการให้คุณ Lux ตั้งแต่ตื่น ไม่ไช่แค่กระเป๋า

- ผบห มีความเข้าใจตลาดจีนดี 

- Valuation ใช้ chat gpt เอา economic factor ต่างเข้าไป  น่าจะได้ 400-500สาขา

- ข้อเสียเดียวคือ เหมือนกระเป๋าเค้า ต้องคู่ควรกับเค้า ต้องมีกลยุทธ์ในการซื้อ


ดร.นิเวศ

- เค้ามีแบรนด์เดียว เกิดมีอะไรอันตราย economic factor

- ราคาแพง

- ดู LVMH เพราะมีแบรนด์รองๆ ลูกยังทำงาน ลิซ่าอาจจะได้เป็นผบหหรือเปล่า


K.บาส ศุภอรรถ

- ของเค้าซื้อได้กำไรทันที

- ยอด ass 22% เป็น 27% เพราะต้องซื้อก่อน แต่ไปกำไรกระเป๋า

- แบรนด์ valuation เปลี่ยนแพงขึ้น ต้องถามว่าเปลี่ยนชั่วคราว หรือถาวร


K.ประภาส

- ความสามารถในการแข่งขันดีมาก 

- ส่งผ่านราคาได้ 

- npm 30% อาจจะไต่ไป 35%-40%

- เป็นป้อมปราการที่แข็งแรงมาก การเทรด 40เท่าน่าจะเหมาะสม


สรุป

- ถ้าภรรยาจะซื้อกระเป๋า ซท้อหุ้นดีกว่า

- เอาตัวนี้เป็นยานแม่ แล้วช้อนตัวที่ตก

- 1993 2หมื่นล้านบาท ตอนนี้ 6ล้านล้าน เอาโมเดลนี้ไปหาตัวถัดไป

Network effects

📌Workshop งานลงทุนนอก 2024 Session “Blitzscaling โมเดลธุรกิจชนะรวบ” Case Study หุ้น ARM,Crowdstrike by พี่แดม 


✅-จะโฟกัสไปที่ Switching cost กับ Network effect ใช้ในการวิเคราะห์ธุรกิจเพราะ Power ที่เหลือมันจะตามมาเช่น Process power,Scale Economies


✅-NETWORK EFFECTS 

Case study หุ้น ARM 

-ระบบ Architecture เป็นส่วนสำคัญในการประมวลผล คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น Window ,ios 

ในสมัยก่อนใช้ X86 แต่ปัจจุบัน Mobile 99% Run on ARM และในอนาคตก็อาจจะเห็น ARM เพิ่มขึ้นใน Labtop,PC,Data center 


-Key ของมัน Developer ใช้อะไร จุดเปลี่ยน คือ Apple ออก M1 แล้วใช้ ARM เป็น Architecture labtop มา อนาคตคีย์หลักๆต้องไหลมาที่ Arm 


-Arm ขาย license ก่อนจะผลิต และลูกค้าก็ต้องจ่าย ค่า royalty(ค่าต๋ง) สัดส่วนครึ่งนึงของ Rev ARM เป็นค่า Royalty(ค่าต๋ง) ชิบที่เคยขายไปในตั้งแต่ปี 2013 


-ใน loop แรก operating system เป็น Network Effect เพราะ Users มากขึ้น ใช้ Application เยอะมากขึ้น และ Arm ก็จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้


✅-SWITCHING COST 

Case study หุ้น Crowdstrike

-หลังเหตุกาณ์ July 19 ที่ระบบล่ม และถ้ามันยังมีลูกค้าที่ยังเพิ่มขึ้นอยู่แสดงว่า มี Switching cost ที่สูง 


-บริษัทแก้ปัญหายังไง หลังจากเกิดเหตุการณ์ มีการออกแพคเกจ ให้กับลูกค้า Commitment packgae เพิ่มระยะเวลาให้ลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าอยู่ต่อ อาจจะ Suffer เล็กๆตอนแรกแต่สุดท้ายลูกค้าไม่หนีไปไหน


-มี Funtion module ที่เยอะ 28 โมดูล เพิ่มแพคเกจให้ลูกค้า แถมยังเป็น Growth driver ในอนาคตที่เพิ่มฟังก์ชั่นให้ลูกค้า และลูกค้าก็ยอทจ่าย ทำให้ธุรกิจก็ ได้ GP ที่สูงขึ้น เพราะ มันมี operating leverage ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็น Catalyst ของ Crowsttike ให้ถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นหรือป่าว?


ฝากกดไลค์ กด 9 เป็นกำลังใจให้ด้วยค้าบ เดี้ยวเอาสรุป Work shop มาแชร์ ต่อครับ


#ลงทุนนอก2024 #ลงทุนแมน


Session 8 บ่าย


Megatrend by สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ InnovestX


Pfizer

- มูลค่าไม่สูง ราคาต่ำกว่าก่อนโควิด แต่ช่วงนี้เติบโตต่ำ จากช่วงก่อนที่ได้โควิดช่วย

- LOES ยากำลังจะหมดอายุ 6ตัว คิดเป็น 40%ของรายได้ ในปี 26 ซึ่งทำให้อัตราการลดลงของรายได้จะค่อยๆลด 10%

- การเติบโต จะถูกทดแทนด้วยวัคซีนใหม่ ที่ออกในปี 2026

- เทรด Discount จากกลุ่ม -50%

- 2010-2019 ราคาหุ้น cagr 19%

- ให้ pe 11.5 เท่า 31usd


Tsmc

- อัตราการเติบโตดี 

- ช่วงนี้ IT spending ไม่ดี การเติบโตมาจาก Ai & Phone คิดเป็น 40%ของรายได้ ซึ่งน่าจะดีขึ้น

- RDO - Remaining performance obligation - Software ยังเติบโต

- มาจิ้นรองแค่ Nvidia ebitda margin maintain ได้

- รายได้ Cagr 15-20%


Geopolitical risks

- รายได้มาจากจีน 12%

- บัฟเฟต เคยขายไปตอน 70usd


Valuation 

- pe pb ไม่แพงเทียบกับกลุ่ม

- ควรจะอยู่ 1300Twd


Session 7


Visa by พี่โต กิตติศักดิ์ โควินท์ทวีวัฒน์


- Mkcap 5แสนล้าน 

- เป็นทางด่วนการจ่ายเงิน ไม่ได้ออกบัตรเอง

- Card 4000ล้านใบ 

- 2แสนtransaction 

- ทุก 1 วินาที มีรายได้ 5แสนเหรียญ

- โมเดล เป็นตัวกลาง 2 side ยิ่งมีคนซื้อยิ่งมีคนอยากเข้ามา 15000แบงค์  หักรายได้ 2%

- High fix cost รายได้ขึ้น 10% กำไร +20%

- Fcf 2หมื่นล้านดอล 


Growth

- ไปพาร์ทเนอร์ กับ fin tech 

- Visa direct b2b tam 200T

- สร้าง value add ใหม่ๆจาก Ai เช่น คิดแคมเปญที่ดีขึ้น


Payment value chane

- อย่าง Affirm ต้องมีบัตร ก็ต้องมี visa


Competitor

- ถูกกว่าเจ้าอื่น 

- promptpay คนยังต้องการเครดิต


Risk

- โดนฟ้อง ร้านค้ามีมาจิ้น 4% โดนไป 2%


Valuation

- ผลตอบแทน 6-22%


สรุป 

- ลงทุนแล้ว นอนหลับฝันดี 

- ยังมี Tam อีกมาก


K.บาส ศุภอรรถ

- กำไร 60% ค้ากำไรเกินควรหรือเปล่า ศาลก็อ่านงบ

- มีการกีดกัน Master card

- ดีสุดในโลก แต่มี blackswan


ดร.นิเวศ

- 2ปีนี้ ยกเลิกไป 2ใบ เพราะโอนเงินง่าย รูดเฉพาะรายการใหญ่ๆ

- แต่ก่อนไม่เคยคิดเลย ว่าจะไม่ใช้เงินสด

- ตอนหลัง พันกว่าบาทก็ยังโอนเอา


A จ่ายผ่านมือถือ บางอันก็ยังผ่าน visa




Session 9

หุ้น MOMENTUM
กระแสแรง แซงคู่แข่ง จนปิดบังกำไรไม่อยู่

RCL เมฆ หุ้นเปลี่ยนโลก

- แต่ก่อนเรือใหญ่ๆใช้ขนคน ข้ามทวีป แต่ 60ปีที่แล้วมีเครื่องบินมาดีสรับ
- เรือเลยเปลี่ยนเป็นการพักผ่อน
- เรือใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ใส่สวนสนุก สวนน้ำ เข้าไปเรื่อยๆ
- ประหยัดเงิน ถูกกว่าจองโรงแรม จัดทริปเที่ยวเอง
- ประหยัดเวลา ตื่นมาไปอีกประเทศแล้ว
- คนยังใช้ไม่เยอะ 
- อัตรากำไร 15-20% ดีกว่าสงนสนุกของดีสนี่ย์แลนด์ เพราะได้สเกล ร้านอาหารรับคน 1000คนได้ ตู้สล๊อตเต็ม
- จ้างคนจากหลายประเทศที่ค่าแรงถูกได้
- จ่ายภาษีาษีน้อย 1.5%ของกำไร เพราะจดในประเทศบาฮามาส
- เรือ 1ลำ 2B ใช้เวลาสร้าง 4ปี ออกแบบ 4ปี ดู Supply ง่าย
- คนสายป่านสั้นออกจากตลาด 3 เจ้าแรก 75%
- Rcl รายได้อันดับสอง เรือใหญ่กว่า ทำกำไรได้ดีกว่า 
- ราคาแพงกว่า 2เท่า
- Icon of the sea คืนทุน 2ปี อาจจะได้โควิดด้วย
- Debt/ebitda ต่ำกว่าคู่แข่ง ทำให้ไม่มีใครจะสร้างเรือใหญ่ขนาดนี้
- ใช้ Net starlink เร็ว แอปดีกว่า

Valuation 
- รายได้ +15% จาก capacity 5% ขึ้นราคา 10%
- ลดค่าคอม ปกติจ่าย 10-15% ครึ่งนึงของกำไร
- fw pe 13 เท่า

ความเสี่ยง
- Recesstion
- การขยายไปฝั่งที่กำลังซื้อต่ำ มาจิ้นจะน้อยกว่า จะเอาเรือเก่าหน่อยไปโซนนั้น

สรุป
- ไม่พุ่งติดจรวจ แต่เหมือนเรือสำราญไปเรื่อยๆ อย่างมีความสุข

พี่เชาว์
- ดีตรงไม่ต้องจองโรงแรม
- มีข้อเสีย คือต้องกลับมาเรือใน 5โมงเย็น
- ต้องใช้เงินสร้างเรือเยอะ 
- ตัวมันเองโต 10% เพราะเรือต่อได้แค่นี้

พี่คเชนทร์
Q ต้องดูว่าตัดค่าเสื่อมยังไง ถ้าตัดแบบตรงน่าห่วง เพราะช่วงหลังต้องรีโนเวทให้เรือใหม่
A ระหว่างทาง จะรีโนเวทเรื่อยๆ roic 15-20%
- capacity โตปีละ 5%
- การขึ้นราคาไม่ได้เยอะ เพราะจะแพงกว่าเที่ยวเอง
A การปรับราคา ตาม

พี่มี่
- เคยไป 2ครั้ง จะดีกับ baby boomer กับ gen x ที่มีลูก 
- เคยจอง คนแรกที่จอง 5หมื่น พอไกล้ถึง แสนนึง
- แต่ถ้าเรือออกจากพอร์ตแล้ว ห้องจะไม่มีประโยชน์เลย
- 7 ปีที่แล้วจอง ovation ตอนนี้ไม่ใหญ่แล้ว คนจะไม่ขึ้นซ้ำ
- Global minimum tax อาจจะต้องเสีย 15%


Session 11

Zscaler  คุณปั้น ปณิธาน ศรีอินทร์

- Blue screen of dead 19 july 2024
- ทำให้ สายการบินยกเลิก ไฟจราจร ระบบไฟฟ้า subway ป้ายโฆษณา time square
- Ransome ware เพิ่มขึ้น
- NATO ให้ประเทศลงเงิน 2% ก่อนโควิดไม่ค่อยถึง แต่พอมี Cloud มากขึ้น มีประเทศลงขันเยอะขึ้น ส่วนนี้ 10-12% จะลง cyber security
- Physical security จะเข้าตึกต้องมีบัตร แต่พอทำงานข้างนอก ต้องมีส่วนนี้แบบ Online
- Global Cybersecurity 7-10% เติบโต 30-80%
- Cloud ทำให้ ความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น แต่ความเสี่ยงมากขึ้น
- Cybersecurity = Insurance

Service of Zscaler
- จะตรวจสอบตลอดเวลา ทั้งการเข้าใช้งาน การออกไปใช้งานข้างนอก
- เน้น cloud base ไม่ไช่เน้น firewall

- รายได้โตสม่ำเสมอ
- fcf ดี
- อาจจะได้เข้า s&p 500 
- โต 20-25% การถึง 100B อาจจะได้

สรุป
- Cloud native
- Top player ใน magic quadrant
- s&p 500

พี่คเชนทร์
Q เทียบกับ cloudflare / Cloudstrike
A ความเก่งแต่ละคนต่างกัน มีเพื่อย ไปกับ window
- Seevice / SLA / Dashboard ยังใช้ง่ายอยู่ไหม
- non GAAP อาจจะยืด 25q3

Q อีก 5ปี pe จะซักเท่าไร
A ต่อไป e อาจจะไล่ p ไม่ทัน แต่ mkcap 20b พี่ๆ 70b

พี่เชาว์
Q ไม่เข้าใจ ความต่าง
A คล้ายๆ Anti virus จะทำการตรวจตลอดเวลา

Q ไม่กำไรซักที
A พึ่งโตหลังโควิด ทำให้ต้องลงทุนอยู่

Q Winner take all หรือเปล่า แพ้จะหายหมด
A มี หลายบ.ที่ตัวเล็กๆ ชน ตัวใหญ่ ต้องติดตามตลอด
- บางบ.จะ Dashboard ไม่ดี

พี่มี่
Q wfh มากขึ้น คนจะไปใช้ Crowdstrike มากกว่าหรือเปล่า
A Zscaler ใช้เป็นตัวกั้น ใช้ร่วมกันได้


Session 10

Popmart by ตู้ มานะชัย
- เกิดจากลิซ่า โพสรูป
- บ.ตั้งปี 2010 หวัง หนิง 
- 2016 ซื้อมอลลี่
- รายได้ 52% มาจากตุ๊กตาแข็งๆ 10%เป็นตุ๊กตาขนๆ
- 70% จากจีน
- คิดว่า เป็น Trendy ใน 2ปี และขยายง่าย
- ลิซ่าโพส เมษา ไม่ค่อยมีผลกับ H1 จะมีผลกับราคา resale
- 81% มาจาก Ip ตัวเอง
- บ.ใช้ 3rd party comunication ใช้ลูกค้าบอกต่อ
- Co brand 
- รายได้ ตปท 3% เป็น 30%
- เปิดร้านง่าย 2เดือนเบรค
- ขายผ่าน wholesale ทำให้ไปตปทเยอะขึ้น
- Rev/store สูงกว่าคู่แข่ง
- Unique model ให้แต่ละคนออกแบบแข่งกัน คล้ายๆ K-pop
- คล้าย Lux คนไปเดินต้องซื้อ
- เติบโตได้อีก จากการเอา Ip มาใช้ อย่าง Theme park

Risk
- Life cycle
- capacity เต็มบ้านแล้ว
- Future investment

พี่มี่
- เป็นร้านที่ไปจีนทีไร คนฝากซื้อ
- ตอนแรกไม่ได้สนใจ แต่ไปฟัง ceo แล้วน่าสนใจ ซื้อไปช่วงก่อนหน้านี้
- ข้อเสีย คือตอนนี้ราคาขึ้นมาเยอะ

พี่คเชนทร์
- Art toy อาจจะเป็น Trendy ได้ เพราะราคาไม่แพง ลิปสติกเอฟเฟค
- downside จะเป็นเท่าไร
- จะเช๊คยังไง ว่าเทรนหลุดแล้ว

A ถ้าเป็นเหมือน เฟอบี้ อาจจะลบเยอะ แต่หวัง หนิง ทำ movement ทางการตลาดเยอะ
- H2 อาจจะมาจาลาบูบู้ แต่มีหลาย IP
- scuttlebutt ยากมาก แต่ละที่ในจีนไม่เหมือนกัน

พี่เชาว์
- จุ่มทุกทีที่ไปจีน เพราะลูก
- ที่จีนไม่มีแถวนะ ไม่ได้ดีขนาดนั้น หรือว่าจีนเริ่มดรอป ไทยจะตามไป
- มองไม่ออกว่าอีก 5ปี จะเป็นยังไง

A ดูได้แต่ในงบ แต่ไม่รู้ว่าจาก นทท เท่าไร
- member 90% แต่เดี๋ยวนี้ก็สมัครง่าย

พี่มี่
- เค้าจะบอกสมาชิก ว่าของจะลง วันนั้นจะคนแน่น แต่วันธรรมดาคนน้อย

BBBY

Bed Bath & Beyond Inc. ประสบปัญหาขาดทุนหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยหลัก ดังนี้:

1. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการช้อปปิ้งของผู้บริโภค

  • ผู้บริโภคหันไปช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของ COVID-19 ทำให้ร้านค้าแบบดั้งเดิมของ Bed Bath & Beyond ที่พึ่งพาลูกค้าที่มาซื้อสินค้าที่หน้าร้านเริ่มเสียลูกค้าไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Amazon และ Walmart
  • การเปลี่ยนไปสู่การซื้อสินค้าทางออนไลน์ทำให้บริษัทต้องลงทุนในระบบโลจิสติกส์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่ไม่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วพอเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

2. การแข่งขันที่รุนแรง

  • Bed Bath & Beyond ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากร้านค้าใหญ่ๆ อย่าง Walmart, Target และ Amazon ที่มีสินค้าแบบเดียวกันแต่ราคาถูกกว่า และมีบริการที่รวดเร็วกว่า โดยเฉพาะในด้านการจัดส่ง

3. ปัญหาภายในบริษัท

  • การบริหารจัดการที่ไม่ดี: บริษัทมีการเปลี่ยนผู้บริหารหลายคนในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนในเชิงกลยุทธ์ และขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน
  • นโยบายสินค้าคงคลัง: บริษัทมีปัญหาด้านการจัดการสินค้าคงคลัง ทำให้มีสินค้าล้นสต็อกและไม่สามารถขายได้ทันเวลา นำไปสู่การลดราคาหรือการตัดขาดทุน ทำให้กำไรหดหาย

4. กลยุทธ์การตลาดที่ล้มเหลว

  • บริษัทพยายามเปลี่ยนโฟกัสไปที่การขายสินค้าพิเศษ (private label) เพื่อลดต้นทุน แต่กลับพบว่าลูกค้าไม่ตอบสนองดีเท่าที่คาดไว้ และต้องกลับไปขายสินค้าจากแบรนด์ที่ลูกค้าคุ้นเคย
  • ขาดการลงทุนในด้านนวัตกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดึงดูดลูกค้ากลับมา เช่น การปรับปรุงหน้าร้าน หรือการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล

5. หนี้สินที่เพิ่มขึ้น

  • บริษัทมีหนี้สินที่สูงจากการกู้เงินเพื่อลงทุนในแผนการฟื้นฟูกิจการ และต้องเผชิญกับภาระดอกเบี้ยที่สูง รวมถึงการใช้จ่ายในการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ Bed Bath & Beyond ประสบปัญหาการขาดทุนสะสมอย่างหนัก


2161 JBM (Healthcare)

 เหตุผลที่รายได้ของ JBM (Healthcare) เพิ่มขึ้น

Update 24/25



Ev 790 cash 140 cfo 210 FCF 180

EV/FCF 4.3x

สัดส่วนรายได้ของ JBM (Healthcare) Limited

รายงานประจำปี 2566/2567 ของ JBM (Healthcare) Limited ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนรายได้ของบริษัท โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้:

  • ยาที่มียี่ห้อ (Branded Medicines): ในปีงบประมาณ 2567 ยาที่มียี่ห้อสร้างรายได้ 190,108,000 เหรียญฮ่องกง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 29.3% ของรายได้รวม
  • ยาแผนจีน (Proprietary Chinese Medicines): ยาแผนจีนเป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้มากที่สุด โดยในปีงบประมาณ 2567 สร้างรายได้ 386,122,000 เหรียญฮ่องกง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 59.6% ของรายได้รวม
  • ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม (Health and Wellness Products): ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามสร้างรายได้ 72,185,000 เหรียญฮ่องกง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 11.1% ของรายได้รวม

จะเห็นได้ว่ายาแผนจีนเป็นกลุ่มธุรกิจที่สำคัญที่สุดของ JBM (Healthcare) Limited โดยสร้างรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวม รองลงมาคือ ยาที่มียี่ห้อ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ตามลำดับ

ฮ่องกง ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท คิดเป็น 71% ของรายได้ทั้งหมด โดยมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ถึง 130.9 ล้านเหรียญฮ่องกงในช่วงรายงาน (เทียบกับปีงบประมาณ 2023)


  • รายได้รวมของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 128.1 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือ 24.6% เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2023 สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ในสามกลุ่มธุรกิจ:
    • ยาที่มีแบรนด์ เพิ่มขึ้น 66.1 ล้านเหรียญฮ่องกง
    • ยาสมุนไพรจีนที่เป็นสิทธิบัตร เพิ่มขึ้น 26.3 ล้านเหรียญฮ่องกง
    • ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เพิ่มขึ้น 35.7 ล้านเหรียญฮ่องกง

สัดส่วนรายได้ของทั้งสามกลุ่มธุรกิจอยู่ที่อัตรา 29%, 60% และ 11% ตามลำดับ

ใช้ประโยชน์จากผลงานที่แข็งแกร่งของเราและดำเนินการอย่างพิถีพิถัน

กลยุทธ์แบรนด์เรือธงของเรา Po Chai Pills และ Ho Chai Kung

การเติบโตในแต่ละกลุ่มธุรกิจ:

  1. กลุ่มยาที่มีแบรนด์:

    • มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 53.3% จากปีงบประมาณ 2023 ถึง 2024 ซึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของแบรนด์ Ho Chai Kung อันเนื่องมาจากการฟื้นฟูภาคการค้าปลีกจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่กลับมาและการท่องเที่ยวขาเข้าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการตลาดและพัฒนาการขายที่ต่อเนื่องของกลุ่มบริษัท
  2. กลุ่มยาสมุนไพรจีนที่เป็นสิทธิบัตร:

    • มีการเติบโตที่ 7.3% โดยการเติบโตนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากความสำเร็จของ Po Chai Pills ซึ่งได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของตลาดค้าปลีก และธุรกิจ CCMG (Chinese Customized Medicine Granules) ที่ยังคงเติบโตได้ดีเนื่องจากการยอมรับและความต้องการใช้บริการการแพทย์แผนจีนที่เพิ่มขึ้น
  3. กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี:

    • มีการเติบโตสูงถึง 97.8% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากยอดขายของแบรนด์เสริมสุขภาพที่เพิ่งได้มาใหม่อย่าง Seasons และ Slimming Expert รวมทั้งการดำเนินการขายที่เน้นการใช้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการค้าปลีกในฮ่องกง

บทวิเคราะห์:

ภาพรวมการเติบโตของบริษัทแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาดที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะในภาคการค้าปลีกที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวและความต้องการของผู้บริโภคที่กลับมา ทั้งยังมีการกระจายตัวของรายได้จากหลายกลุ่มธุรกิจ

https://www.jiankangherbshop.com/product/46778/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B9%8B%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%99-po-chai-pills-%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%8A ไทยก็มีขาย 


รายได้ของ JBM (Healthcare) Limited เพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2567 มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยต่อไปนี้:

  • ความต้องการยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19: หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลายลง ความต้องการใช้ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพก็เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลบวกต่อรายได้ของบริษัท
  • ความสำเร็จของแคมเปญการตลาด: แคมเปญการตลาดของยาโป๊ chai pills ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้เพลงประกอบโฆษณาแบบใหม่ที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาวมากขึ้น นอกจากนี้ การเป็นสปอนเซอร์รายการโทรทัศน์ยอดนิยมอย่าง "Midlife, Sing & Shine! 2" และการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ทั้งรถบัส รถไฟใต้ดิน วิทยุ รถราง รวมถึงการโฆษณาและจัดแสดงสินค้าภายในร้านค้า ก็ช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์และดึงดูดผู้บริโภคได้มากขึ้น
  • การขยายช่องทางการจัดจำหน่าย: บริษัทขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการขยายตลาดไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Tmall กลยุทธ์นี้ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
  • การมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่: บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างเช่น การร่วมมือกับแบรนด์ยาแผนจีนอื่นๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าที่มองหาผลิตภัณฑ์ยาแผนจีน
  • การกลับมาของนักท่องเที่ยว: การกลับมาของนักท่องเที่ยวหลังจากการเปิดพรมแดนระหว่างฮ่องกง มาเก๊า และจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นปัจจัยบวกต่อยอดขายของ Po Chai Pills

โดยสรุป รายได้ของ JBM (Healthcare) เพิ่มขึ้นเนื่องจากปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจ บริษัทมีการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลูกค้าและช่องทางการขายของ JBM Healthcare

ลูกค้า

  • แหล่งข้อมูลไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับลูกค้าของ JBM Healthcare มากนัก แต่มีข้อมูลที่บ่งชี้ถึงกลุ่มลูกค้ากว้างๆ ดังนี้:
    • ผู้บริโภคทั่วไป: JBM Healthcare จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาที่มียี่ห้อ ยาแผนจีน และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ผู้บริโภคทั่วไป ()
    • นักท่องเที่ยว: ผลิตภัณฑ์อย่าง "ยาประสะโพธิ์" (Po Chai Pills) ประสบความสำเร็จในการขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญกลุ่มหนึ่ง ()
    • คลินิกแพทย์แผนจีน: JBM Healthcare มีการร่วมมือกับแบรนด์ยาแผนจีนอื่นๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคลินิกและผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีน ()
    • ผู้บริโภครุ่นใหม่: บริษัทมีการปรับกลยุทธ์ เช่น การใช้เพลงโฆษณาที่คุ้นเคยในรูปแบบใหม่ () เพื่อเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น

ช่องทางการขาย

  • ช่องทางออฟไลน์:
    • ร้านค้าปลีก: แหล่งข้อมูลระบุถึงการขายผ่าน "retail market" ซึ่งหมายถึงร้านค้าปลีกทั่วไป ()
    • คลินิกแพทย์แผนจีน: JBM Healthcare มีเครือข่ายคลินิกแพทย์แผนจีนที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัท ()
  • ช่องทางออนไลน์:
    • แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ: บริษัทมีร้านค้าออนไลน์บน Tmall เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ยาประสะโพธิ์" ()
    • ช่องทาง cross-border e-commerce: บริษัทมีการขยายช่องทางการขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน () แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าเป็นแพลตฟอร์มใดบ้าง

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • แม้ว่าแหล่งข้อมูลจะไม่ได้ระบุชัดเจน แต่อุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในฮ่องกงมักมีช่องทางการขายอื่นๆ เช่น ร้านขายยา โรงพยาบาล และร้านสะดวกซื้อ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ไม่ได้ปรากฏในแหล่งข้อมูล คุณอาจต้องการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม

สรุป:

JBM Healthcare มีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างกว้าง โดยบริษัทให้ความสำคัญกับทั้งช่องทางการขายแบบดั้งเดิมและช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทมีการปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่และขยายตลาดไปยังจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น

TNH

 TNH set

2. การเติบโตแบบ Inorganic Growth:
โครงการโรงพยาบาลไทยนครินทร์ 2 (TNH2):
แม้ว่าจะมีการปรับแผนและความล่าช้า แต่โครงการนี้ก็ยังคงอยู่ในแผนการเติบโตระยะยาวของโรงพยาบาล
ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอาคารจอดรถ 2 และอยู่ระหว่างการขอ EIA
คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปลายปี 2567 หรือต้นปี 2568
capex 450 หลังจากไม่ได้ลงทุนมานาน PPE เพิ่มเป็น 980 จาก 500 ใน 4 ปี

ความเห็น

คงโตไปช้าๆมีโรงบาลเดียวที่ TNH2 พับแผนไปเกรงว่าจะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นเรื่อย  หุ้นไม่แพงมาก ความคาดหวังต่ำ

comment

27 ก.ย. 2024 23:07 | 0 คอมเมนต์ | 1 ไลค์
ไทยนครินทร์ 2 ผมว่าคงผับแผนไปยาวเลย เหมือนผู้บริหารรุ่นใหม่ ก็ไม่อยากจะเสี่ยงไปมากกว่านี้ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่แลดูชะงักงัน เน้นประคองๆไปซะมากกว่า ที่ผ่านมาก็เห็นมีแต่ renovate ทั้งภายในและภายนอกใหม่ ส่วนพัฒนาการที่หวือหวายังไม่ค่อยมีเท่าไหร่

01 ก.พ. 2020 10:40
วันก่อนผ่่นไปแถวบางนาตราด เห็นมีรพ. ใหม่กำลังกำลังสร้่าง ปิยะมินทร์ก็รีแบรนด์ สงสัยระยะกลางน่าจะมีผลกระทบไหมครับ
น่าจะต้องไปสืบดูว่ามีกี่เตียงครับ เพราะdemandคงโตขึ้นเรื่อยๆทุกปี ถ้าsupplyเพิ่มไม่เยอะมากคงโตต่อได้ แต่ระยะสั้นคงได้รับผลบวกจากเรื่องฝุ่นกับไวรัสครับ



วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2567

ข้อมูล จีน

 GDP

จีนมีรูปแบบเศรษฐกิจที่ผิดปกติ เมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ที่ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ถึง 50% ถึง 75% 

แต่ในจีนคิดเป็นเพียง 40% เท่านั้น การลงทุน เช่น ในอสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และโรงงาน รวมถึงการส่งออก เป็นปัจจัยหลักที่เหลือ


 จีนคิดเป็นเพียง 13% ของการบริโภคของโลก แต่คิดเป็น 28% ของการลงทุนของโลก

Platform revolution

 

ข้อได้เปรียบของ "platform business" เหนือ "pipeline business"

แหล่งข้อมูลระบุว่า ธุรกิจแพลตฟอร์ม (platform businesses) มีข้อได้เปรียบเหนือ ธุรกิจแบบดั้งเดิม (pipeline businesses)หลายประการ ซึ่งอธิบายได้ดังนี้:

  • การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficient Growth): แพลตฟอร์มธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าธุรกิจแบบดั้งเดิม เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพยากรที่ใช้ในการสร้างมูลค่า ตัวอย่างเช่น Airbnb สามารถขยายธุรกิจได้โดยไม่ต้องสร้างโรงแรมเพิ่ม ในขณะที่โรงแรมแบบดั้งเดิมเช่น Hilton ต้องลงทุนมหาศาลในการสร้างห้องพักใหม่
  • ผลกระทบของเครือข่าย (Network Effects): หัวใจสำคัญของความสำเร็จของแพลตฟอร์มธุรกิจคือผลกระทบของเครือข่าย ยิ่งมีผู้ใช้แพลตฟอร์มมากเท่าไหร่ แพลตฟอร์มก็ยิ่งมีมูลค่ามากขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อมีผู้ขับขี่ Uber มากขึ้น ผู้โดยสารก็จะรอรถน้อยลง ทำให้ Uber น่าใช้มากขึ้น
  • การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภายนอก (Leveraging External Resources): แพลตฟอร์มธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภายนอก เช่น ชุมชนผู้ใช้ ในการสร้างมูลค่า ตัวอย่างเช่น YouTube ใช้ประโยชน์จากวิดีโอที่ผู้ใช้สร้างขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนในการผลิตเอง
  • การควบคุมแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Control): แพลตฟอร์มธุรกิจสามารถกระจายการควบคุมคุณภาพไปยังชุมชนผู้ใช้ได้ ตัวอย่างเช่น Wikipedia ใช้ระบบการแก้ไขโดยผู้ใช้ในการควบคุมคุณภาพของเนื้อหา

แหล่งข้อมูลยังระบุด้วยว่า Microsoft เป็นตัวอย่างของ "platform business" ที่ประสบความสำเร็จในช่วงปี 1990s แม้ว่าจะไม่ได้อธิบายรายละเอียด อย่างไรก็ตาม จากประวัติศาสตร์ Microsoft ประสบความสำเร็จในการสร้างระบบนิเวศน์ (ecosystem) รอบๆ ระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งดึงดูดทั้งนักพัฒนาซอฟต์แวร์และผู้ใช้งาน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของแพลตฟอร์มธุรกิจ

Financial feasibility

 https://youtu.be/1wESLegFvNQ?si=W9N_iQiWXvqTdxgh

Leading Indicators ในแต่ละอุตสาหกรรม

แหล่งข้อมูลที่ให้มาไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการดู Leading indicators ของแต่ละอุตสาหกรรมโดยตรง แต่มีข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Financial Projection ซึ่งใช้ Leading Indicators ในการวิเคราะห์

แหล่งข้อมูลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำ Financial Projection ในการวิเคราะห์การเติบโตของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับผลประกอบการในอนาคต การทำ Financial Projection ที่ดีนั้นต้องอาศัยความเข้าใจในธุรกิจและปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ รวมถึงการวิเคราะห์ Leading indicators ที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่าง Leading Indicators ที่กล่าวถึงในแหล่งข้อมูล:

  • ธุรกิจท่องเที่ยว: จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ, จำนวนเที่ยวบิน
  • ธุรกิจค้าปลีก: จำนวนสาขาใหม่, ยอดขายสาขาเดิม (Same-store sales growth)
  • ธุรกิจโรงแรม: จำนวนห้องพัก, อัตราการเข้าพัก
  • ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง: มูลค่างานในมือ (Backlog)
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: ยอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์

แหล่งข้อมูลไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเลือก Leading Indicators ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม แต่เน้นย้ำว่า Leading Indicators ควรเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับรายได้ของบริษัท

สรุป: แม้แหล่งข้อมูลจะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการดู Leading indicators ของแต่ละอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ข้อมูลที่ให้มามีประโยชน์ในการทำความเข้าใจความสำคัญของ Leading Indicators ในการวิเคราะห์การเติบโตของบริษัท

หมายเหตุ:

  • ข้อมูลนี้เป็นการสรุปจากแหล่งข้อมูลที่ให้มาเท่านั้น
  • อาจมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Leading Indicators ในแหล่งข้อมูลอื่นๆ

เจาะลึกการวิเคราะห์ต้นทุนขาย: มุมมองเชิงลึกจากแหล่งข้อมูล

จากที่เราได้คุยกันไปแล้วในเรื่อง Leading Indicators และการทำ Financial Projection คราวนี้มาดูรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับต้นทุนขายกันต่อ โดยแหล่งข้อมูลที่ให้มานั้นได้แบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง และธุรกิจที่มีการผลิตหรือมีต้นทุนคงที่ในต้นทุนขาย ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีวิธีการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันออกไป

1. ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง:

  • ความเรียบง่ายและความผันผวนต่ำ: ต้นทุนขายของธุรกิจประเภทนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา คำนวณง่าย และไม่ค่อยผันผวนมากนัก เพราะมาจากราคาสินค้าที่ซื้อมาขายไปเลย เช่น ซื้อมา 10 บาท ขาย 20 บาท ต้นทุนขายก็คือ 10 บาท ซึ่งโดยปกติราคาขายสินค้าในร้านค้าก็มักจะค่อนข้างคงที่
  • Product Mix คือปัจจัยสำคัญ: ถึงแม้ราคาขายจะค่อนข้างนิ่ง แต่การเปลี่ยนแปลง Product Mix หรือส่วนผสมของสินค้าที่ขาย ไปเป็นสินค้าที่มีกำไรขั้นต้นสูงขึ้น ก็สามารถส่งผลต่อต้นทุนขายได้เช่นกัน
  • การวิเคราะห์: วิธีการวิเคราะห์ที่แนะนำคือการดูแนวโน้มอัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ย้อนหลัง หรือสอบถามเป้าหมาย Gross Profit Margin จากผู้บริหารโดยตรง

2. ธุรกิจที่มีการผลิต หรือมีต้นทุนคงที่ในต้นทุนขาย:

  • ต้นทุนคงที่คือตัวแปรสำคัญ: ธุรกิจประเภทนี้จะมีต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) แทนที่จะเป็นต้นทุนผันแปร (Variable Costs) รวมอยู่ในต้นทุนขายด้วย เช่น ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ทำให้อัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ไม่คงที่เหมือนกับธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง
  • ตัวอย่างธุรกิจ: โรงงานผลิต, โรงพยาบาล, ธุรกิจโทรคมนาคม
  • ผลกระทบจาก Economy of Scale: สิ่งที่น่าสนใจคือ Economy of Scale หรือการประหยัดต่อขนาด จะส่งผลอย่างมากกับธุรกิจประเภทนี้ กล่าวคือ ยิ่งผลิตมาก ยิ่งขายมาก ต้นทุนขายต่อหน่วยก็จะยิ่งลดลง เพราะต้นทุนคงที่ถูกเฉลี่ยออกไปในปริมาณสินค้าที่มากขึ้น
  • การวิเคราะห์: แหล่งข้อมูลแนะนำให้เจาะลึกไปที่องค์ประกอบต่างๆ ของต้นทุนขาย ได้แก่
    • วัตถุดิบ: ราคาผันผวนหรือไม่ มีผลกระทบต่อต้นทุนขายมากน้อยเพียงใด เช่น ราคาสาหร่ายที่เพิ่มขึ้นส่งผลกับธุรกิจของเถ้าแก่น้อย หรือค่าน้ำมันที่ส่งผลกับธุรกิจสายการบิน
    • ค่าแรง: ค่อนข้างคงที่ ยกเว้นมีการขยายโรงงาน ซึ่งอาจทำให้มีค่าแรงเพิ่มขึ้นจากการจ้างงาน หรือการทำงานล่วงเวลา
    • ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย: ค่อนข้างคงที่ ยกเว้นมีการลงทุนขยายกำลังการผลิต เช่น การสร้างโรงงานใหม่

ข้อสรุป: แหล่งข้อมูลเน้นย้ำว่า การวิเคราะห์ต้นทุนขายที่ดีนั้นควรพิจารณาข้อมูลจากผู้บริหารประกอบกับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจนและนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง


การวิเคราะห์รายได้: หลักการสำคัญและปัจจัยขับเคลื่อน

แหล่งข้อมูลที่ให้มาเน้นการวิเคราะห์การเติบโตของรายได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำ Financial Projection โดยมีหัวใจสำคัญคือ การมองหาปัจจัยที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

1. การวิเคราะห์จาก P และ Q (ราคาและปริมาณ):

  • P (Price): หมายถึง ราคาขายสินค้าหรือบริการ
  • Q (Quantity): หมายถึง ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ขายได้
  • หลักการพื้นฐาน: หาก P หรือ Q เพิ่มขึ้น รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
  • ความท้าทายในการเพิ่ม P: การขึ้นราคาขาย (P) อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณขาย (Q) ได้ ผู้บริโภคมักจะรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา ดังนั้นการขึ้นราคาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอาจทำให้ยอดขายลดลงได้
  • โอกาสในการเพิ่ม Q: การเพิ่มปริมาณขาย (Q) มักทำได้ง่ายกว่า เพราะผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกถึงผลกระทบโดยตรงจากการที่บริษัทขายสินค้าได้มากขึ้น
  • ตัวอย่าง:
    • โรงพยาบาลสามารถเพิ่มรายได้โดยการขึ้นราคาค่ารักษาพยาบาล (P) หรือเพิ่มจำนวนผู้ป่วย (Q)
    • ธุรกิจโรงแรมสามารถเพิ่มรายได้โดยการขึ้นราคาค่าห้องพัก (P) หรือเพิ่มจำนวนห้องพัก (Q) โดยการขยายโรงแรม

2. การวิเคราะห์จาก Product และ Market (สินค้าและตลาด):

  • การเติบโตมี 4 รูปแบบ:
    • ตลาดเดิม สินค้าเดิม: เน้นการเพิ่ม P หรือ Q ในสินค้าและตลาดเดิม
    • ตลาดเดิม สินค้าใหม่: เช่น After You ออกสินค้าใหม่ (คากิโกริ) เพื่อเพิ่มยอดขายจากกลุ่มลูกค้าเดิม
    • ตลาดใหม่ สินค้าเดิม: เช่น คาราบาวแดง นำสินค้าเดิม (เครื่องดื่มชูกำลัง) ไปขายในตลาดใหม่ (ต่างประเทศ)
    • ตลาดใหม่ สินค้าใหม่: เช่น มาลี ขยายตลาดไปยังฟิลิปปินส์ (ตลาดใหม่) พร้อมกับขายกาแฟสำเร็จรูป (สินค้าใหม่)
  • ความยากง่ายในการเติบโต: การทำตลาดใหม่ สินค้าใหม่ มีความยากที่สุด เพราะต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด รองลงมาคือ ตลาดใหม่ สินค้าเดิม เพราะต้องแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดใหม่ ส่วนตลาดเดิม สินค้าใหม่ ถือว่าง่ายที่สุด เพราะมีความได้เปรียบในเรื่องฐานลูกค้าเดิมและ Brand Awareness

3. การวิเคราะห์จาก Business และ Management (ธุรกิจและผู้บริหาร):

  • การเปลี่ยนแปลงธุรกิจ:
    • การ Transformation: เช่น Karmart เปลี่ยนจากธุรกิจขายส่งเครื่องใช้ไฟฟ้ามาเป็นธุรกิจขายเครื่องสำอาง
    • การเพิ่มธุรกิจใหม่: เช่น RS เพิ่มธุรกิจใหม่ๆ นอกเหนือจากธุรกิจเพลง เช่น Cable TV, ทีวีดิจิตอล และพาณิชย์
  • ความท้าทาย: การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงธุรกิจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ต้องประเมินโอกาสความสำเร็จของธุรกิจใหม่
  • การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร: การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทิศทางของบริษัทในอนาคต

สรุป: การวิเคราะห์รายได้อย่างละเอียด ควรพิจารณาปัจจัยขับเคลื่อนทั้ง 3 ด้านประกอบกัน คือ P & Q, Product & Market, และ Business & Management เพื่อประเมินศักยภาพในการเติบโตของรายได้อย่างรอบด้าน

Network Effects

ตัวอย่างบริษัทที่มี Network Effects สูง คือบริษัทที่ผลิตภัณฑ์หรือบริการจะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อมีผู้ใช้เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถเห็นได้ในหลายอุตสาหกรรม โดยตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่:

1. Facebook (Meta)

Facebook เป็นตัวอย่างชัดเจนของบริษัทที่พึ่งพา Network Effects ยิ่งมีผู้ใช้มากขึ้น บริการก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เนื่องจากการเชื่อมต่อระหว่างเพื่อน ครอบครัว และชุมชนต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้น ผู้ใช้ใหม่จะมีโอกาสมากขึ้นในการติดต่อกับผู้ที่อยู่บนแพลตฟอร์มอยู่แล้ว ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้คนใหม่ ๆ เข้ามาใช้งาน

2. WhatsApp

WhatsApp ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันส่งข้อความในเครือของ Meta ก็เป็นตัวอย่างที่ดีเช่นกัน ยิ่งมีคนใช้แอปมากเท่าไร ก็ยิ่งมีประโยชน์ในการสื่อสารมากขึ้น เนื่องจากผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับเพื่อน ครอบครัว หรือเครือข่ายการทำงานได้อย่างง่ายดายทั่วโลก

3. Uber

Uber เป็นตัวอย่างของ two-sided network effects (อิทธิพลเครือข่ายแบบสองฝั่ง) ยิ่งมีผู้ใช้แอปมากเท่าไร คนขับรถก็ยิ่งเข้ามาในระบบมากขึ้น และในทางกลับกัน ยิ่งมีคนขับมาก ผู้ใช้ก็ยิ่งสามารถหารถได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้ทั้งฝั่งผู้ใช้และผู้ขับรถได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น

4. Airbnb

Airbnb มีลักษณะของ Network Effects ที่แข็งแกร่ง ยิ่งมีผู้ใช้มาก (ทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่า) แพลตฟอร์มก็ยิ่งมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้มีผู้คนเข้ามาใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เช่าสามารถเลือกที่พักได้หลากหลาย ส่วนเจ้าของที่พักก็สามารถหาลูกค้าได้ง่ายขึ้น

5. Amazon

Amazon มี Network Effects ในหลายแง่มุม ยิ่งมีผู้ขายจำนวนมากขึ้นก็ยิ่งทำให้ผู้ซื้อมีตัวเลือกสินค้าให้เลือกมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อเข้ามาใช้งานเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ขายมีโอกาสขายสินค้ามากขึ้น วงจรนี้เป็นการส่งเสริม Network Effects แบบ two-sided

6. Google

Google Search เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึง Network Effects ยิ่งมีคนค้นหามากเท่าไร ระบบของ Google ก็ยิ่งเรียนรู้และปรับปรุงผลการค้นหาให้แม่นยำและตรงความต้องการมากขึ้น ซึ่งจะดึงดูดให้คนมาใช้บริการมากยิ่งขึ้น

7. Microsoft (Windows, Office 365)

สำหรับ Microsoft Windows และ Office Suite ยิ่งมีคนใช้ผลิตภัณฑ์ของ Microsoft มากขึ้น ผู้พัฒนาและนักธุรกิจอื่น ๆ ก็ยิ่งสนใจสร้างซอฟต์แวร์และปลั๊กอินที่ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มนี้มากขึ้น ทำให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงแอปพลิเคชันและเครื่องมือเสริมที่หลากหลาย

8. YouTube

YouTube มี Network Effects ในแง่ที่ว่ายิ่งมีครีเอเตอร์หรือผู้ผลิตเนื้อหาเข้ามาใช้แพลตฟอร์มมากขึ้น ผู้ชมก็ยิ่งมีเนื้อหาที่หลากหลายและตรงตามความสนใจมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ชมจำนวนมากขึ้นดึงดูดผู้ผลิตเนื้อหาใหม่ ๆ เข้ามาอีก เป็นการเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง

9. LinkedIn

LinkedIn เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับมืออาชีพ ยิ่งมีผู้ใช้เข้ามามากเท่าไร โอกาสในการเชื่อมต่อกับผู้คนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงโอกาสในการจ้างงานก็ยิ่งมากขึ้น ทำให้ทั้งนายจ้างและผู้หางานต้องการเข้ามาใช้งานมากขึ้น

10. Visa / Mastercard

ระบบการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตอย่าง Visa และ Mastercard มี Network Effects ที่ชัดเจน ยิ่งมีร้านค้าที่รับบัตรมากขึ้น ผู้ใช้บัตรก็ยิ่งสะดวกในการใช้งาน และในทางกลับกัน ร้านค้าก็จะมีแรงจูงใจมากขึ้นในการรับบัตรเครดิตเหล่านี้หากมีผู้ใช้บัตรจำนวนมาก

Network Effects จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทเหล่านี้สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เนื่องจากยิ่งมีผู้ใช้มากขึ้น ก็จะยิ่งมีความได้เปรียบในตลาดและดึงดูดผู้ใช้ใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

APPLE

 **Moat** หรือ **barrier to entry** ของ Apple นั้นมีหลายปัจจัยที่ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันและยากต่อการที่คู่แข่งจะเข้ามาแข่งขันในตลาดเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้:


### 1. **Brand Loyalty (ความจงรักภักดีต่อแบรนด์)**

Apple มีฐานลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์สูงมาก ผลิตภัณฑ์ของ Apple เช่น iPhone, MacBook, iPad และ Apple Watch สร้างความไว้วางใจและความพึงพอใจสูงให้กับลูกค้า ทำให้ลูกค้ามักจะกลับมาซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของ Apple แม้ว่าจะมีราคาสูงก็ตาม


### 2. **Ecosystem (ระบบนิเวศ)**

Apple มี ecosystem ที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งประกอบด้วยการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์และบริการต่าง ๆ ของ Apple เช่น iPhone, iPad, MacBook, Apple Watch, Apple TV, และบริการอย่าง iCloud, Apple Music, App Store และ Apple Pay ทั้งหมดทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ทำให้ลูกค้าที่ใช้อุปกรณ์หนึ่งของ Apple มีแนวโน้มที่จะซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการอื่น ๆ ใน ecosystem เดียวกันมากขึ้น เพราะการย้ายออกจาก ecosystem ของ Apple จะทำให้สูญเสียความสะดวกสบายที่ระบบนิเวศนี้มอบให้


### 3. **Vertical Integration (การควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ)**

Apple ควบคุมทุกขั้นตอนของการผลิตสินค้า ตั้งแต่การออกแบบชิป (เช่น Apple Silicon) ไปจนถึงการออกแบบระบบปฏิบัติการ (iOS, macOS) ทำให้ Apple สามารถปรับแต่งผลิตภัณฑ์ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีความแตกต่างจากคู่แข่ง การควบคุมขั้นตอนนี้ทำให้ยากต่อการที่คู่แข่งจะสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถเทียบเท่าได้ในแง่ของประสิทธิภาพและประสบการณ์การใช้งาน


### 4. **R&D (การวิจัยและพัฒนา)**

Apple ลงทุนอย่างมหาศาลในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ การพัฒนานวัตกรรมด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทำให้ Apple มีความได้เปรียบเชิงเทคโนโลยีอยู่เสมอ


### 5. **Brand Image (ภาพลักษณ์ของแบรนด์)**

Apple ถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพสูง มีความหรูหรา และสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความพิเศษ การออกแบบที่เน้นความสวยงามและนวัตกรรมที่ทันสมัยทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Apple แตกต่างจากคู่แข่ง


### 6. **Intellectual Property (ทรัพย์สินทางปัญญา)**

Apple ถือครองสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมากที่เป็นนวัตกรรมเฉพาะของบริษัท การครอบครองเทคโนโลยีที่จดสิทธิบัตรเหล่านี้ทำให้คู่แข่งยากที่จะเลียนแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการของ Apple ได้โดยตรง


### 7. **Retail Presence (เครือข่ายร้านค้าปลีก)**

Apple Store มีบทบาทสำคัญในการสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับลูกค้า ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ขายสินค้า แต่ยังเป็นจุดให้บริการและสนับสนุนลูกค้า เครือข่ายร้านค้าปลีกของ Apple ทำให้บริษัทสามารถควบคุมประสบการณ์ของลูกค้าได้ตั้งแต่เริ่มจนจบ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งรายอื่นไม่มีในระดับเดียวกัน


### 8. **Supply Chain (ห่วงโซ่อุปทาน)**

Apple มีห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพและแข็งแกร่ง การมีความสัมพันธ์ที่ดีและยาวนานกับซัพพลายเออร์รายใหญ่ทั่วโลกทำให้ Apple สามารถเข้าถึงส่วนประกอบสำคัญต่าง ๆ ได้เร็วและมีต้นทุนที่คุ้มค่า ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ยากต่อการเลียนแบบ


โดยรวมแล้ว Barrier to entry หรือ Moat ของ Apple เกิดจากการผสมผสานของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ระบบนิเวศที่ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ และการควบคุมเทคโนโลยีและการผลิตอย่างละเอียด

Bookmark

  https://finance.vietstock.vn