ค้นหาบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2567

Financial feasibility

 https://youtu.be/1wESLegFvNQ?si=W9N_iQiWXvqTdxgh

Leading Indicators ในแต่ละอุตสาหกรรม

แหล่งข้อมูลที่ให้มาไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการดู Leading indicators ของแต่ละอุตสาหกรรมโดยตรง แต่มีข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Financial Projection ซึ่งใช้ Leading Indicators ในการวิเคราะห์

แหล่งข้อมูลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำ Financial Projection ในการวิเคราะห์การเติบโตของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับผลประกอบการในอนาคต การทำ Financial Projection ที่ดีนั้นต้องอาศัยความเข้าใจในธุรกิจและปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ รวมถึงการวิเคราะห์ Leading indicators ที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่าง Leading Indicators ที่กล่าวถึงในแหล่งข้อมูล:

  • ธุรกิจท่องเที่ยว: จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ, จำนวนเที่ยวบิน
  • ธุรกิจค้าปลีก: จำนวนสาขาใหม่, ยอดขายสาขาเดิม (Same-store sales growth)
  • ธุรกิจโรงแรม: จำนวนห้องพัก, อัตราการเข้าพัก
  • ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง: มูลค่างานในมือ (Backlog)
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: ยอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์

แหล่งข้อมูลไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเลือก Leading Indicators ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม แต่เน้นย้ำว่า Leading Indicators ควรเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับรายได้ของบริษัท

สรุป: แม้แหล่งข้อมูลจะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการดู Leading indicators ของแต่ละอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ข้อมูลที่ให้มามีประโยชน์ในการทำความเข้าใจความสำคัญของ Leading Indicators ในการวิเคราะห์การเติบโตของบริษัท

หมายเหตุ:

  • ข้อมูลนี้เป็นการสรุปจากแหล่งข้อมูลที่ให้มาเท่านั้น
  • อาจมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Leading Indicators ในแหล่งข้อมูลอื่นๆ

เจาะลึกการวิเคราะห์ต้นทุนขาย: มุมมองเชิงลึกจากแหล่งข้อมูล

จากที่เราได้คุยกันไปแล้วในเรื่อง Leading Indicators และการทำ Financial Projection คราวนี้มาดูรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับต้นทุนขายกันต่อ โดยแหล่งข้อมูลที่ให้มานั้นได้แบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง และธุรกิจที่มีการผลิตหรือมีต้นทุนคงที่ในต้นทุนขาย ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีวิธีการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันออกไป

1. ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง:

  • ความเรียบง่ายและความผันผวนต่ำ: ต้นทุนขายของธุรกิจประเภทนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา คำนวณง่าย และไม่ค่อยผันผวนมากนัก เพราะมาจากราคาสินค้าที่ซื้อมาขายไปเลย เช่น ซื้อมา 10 บาท ขาย 20 บาท ต้นทุนขายก็คือ 10 บาท ซึ่งโดยปกติราคาขายสินค้าในร้านค้าก็มักจะค่อนข้างคงที่
  • Product Mix คือปัจจัยสำคัญ: ถึงแม้ราคาขายจะค่อนข้างนิ่ง แต่การเปลี่ยนแปลง Product Mix หรือส่วนผสมของสินค้าที่ขาย ไปเป็นสินค้าที่มีกำไรขั้นต้นสูงขึ้น ก็สามารถส่งผลต่อต้นทุนขายได้เช่นกัน
  • การวิเคราะห์: วิธีการวิเคราะห์ที่แนะนำคือการดูแนวโน้มอัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ย้อนหลัง หรือสอบถามเป้าหมาย Gross Profit Margin จากผู้บริหารโดยตรง

2. ธุรกิจที่มีการผลิต หรือมีต้นทุนคงที่ในต้นทุนขาย:

  • ต้นทุนคงที่คือตัวแปรสำคัญ: ธุรกิจประเภทนี้จะมีต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) แทนที่จะเป็นต้นทุนผันแปร (Variable Costs) รวมอยู่ในต้นทุนขายด้วย เช่น ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ทำให้อัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ไม่คงที่เหมือนกับธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง
  • ตัวอย่างธุรกิจ: โรงงานผลิต, โรงพยาบาล, ธุรกิจโทรคมนาคม
  • ผลกระทบจาก Economy of Scale: สิ่งที่น่าสนใจคือ Economy of Scale หรือการประหยัดต่อขนาด จะส่งผลอย่างมากกับธุรกิจประเภทนี้ กล่าวคือ ยิ่งผลิตมาก ยิ่งขายมาก ต้นทุนขายต่อหน่วยก็จะยิ่งลดลง เพราะต้นทุนคงที่ถูกเฉลี่ยออกไปในปริมาณสินค้าที่มากขึ้น
  • การวิเคราะห์: แหล่งข้อมูลแนะนำให้เจาะลึกไปที่องค์ประกอบต่างๆ ของต้นทุนขาย ได้แก่
    • วัตถุดิบ: ราคาผันผวนหรือไม่ มีผลกระทบต่อต้นทุนขายมากน้อยเพียงใด เช่น ราคาสาหร่ายที่เพิ่มขึ้นส่งผลกับธุรกิจของเถ้าแก่น้อย หรือค่าน้ำมันที่ส่งผลกับธุรกิจสายการบิน
    • ค่าแรง: ค่อนข้างคงที่ ยกเว้นมีการขยายโรงงาน ซึ่งอาจทำให้มีค่าแรงเพิ่มขึ้นจากการจ้างงาน หรือการทำงานล่วงเวลา
    • ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย: ค่อนข้างคงที่ ยกเว้นมีการลงทุนขยายกำลังการผลิต เช่น การสร้างโรงงานใหม่

ข้อสรุป: แหล่งข้อมูลเน้นย้ำว่า การวิเคราะห์ต้นทุนขายที่ดีนั้นควรพิจารณาข้อมูลจากผู้บริหารประกอบกับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจนและนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง


การวิเคราะห์รายได้: หลักการสำคัญและปัจจัยขับเคลื่อน

แหล่งข้อมูลที่ให้มาเน้นการวิเคราะห์การเติบโตของรายได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำ Financial Projection โดยมีหัวใจสำคัญคือ การมองหาปัจจัยที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

1. การวิเคราะห์จาก P และ Q (ราคาและปริมาณ):

  • P (Price): หมายถึง ราคาขายสินค้าหรือบริการ
  • Q (Quantity): หมายถึง ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ขายได้
  • หลักการพื้นฐาน: หาก P หรือ Q เพิ่มขึ้น รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
  • ความท้าทายในการเพิ่ม P: การขึ้นราคาขาย (P) อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณขาย (Q) ได้ ผู้บริโภคมักจะรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา ดังนั้นการขึ้นราคาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอาจทำให้ยอดขายลดลงได้
  • โอกาสในการเพิ่ม Q: การเพิ่มปริมาณขาย (Q) มักทำได้ง่ายกว่า เพราะผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกถึงผลกระทบโดยตรงจากการที่บริษัทขายสินค้าได้มากขึ้น
  • ตัวอย่าง:
    • โรงพยาบาลสามารถเพิ่มรายได้โดยการขึ้นราคาค่ารักษาพยาบาล (P) หรือเพิ่มจำนวนผู้ป่วย (Q)
    • ธุรกิจโรงแรมสามารถเพิ่มรายได้โดยการขึ้นราคาค่าห้องพัก (P) หรือเพิ่มจำนวนห้องพัก (Q) โดยการขยายโรงแรม

2. การวิเคราะห์จาก Product และ Market (สินค้าและตลาด):

  • การเติบโตมี 4 รูปแบบ:
    • ตลาดเดิม สินค้าเดิม: เน้นการเพิ่ม P หรือ Q ในสินค้าและตลาดเดิม
    • ตลาดเดิม สินค้าใหม่: เช่น After You ออกสินค้าใหม่ (คากิโกริ) เพื่อเพิ่มยอดขายจากกลุ่มลูกค้าเดิม
    • ตลาดใหม่ สินค้าเดิม: เช่น คาราบาวแดง นำสินค้าเดิม (เครื่องดื่มชูกำลัง) ไปขายในตลาดใหม่ (ต่างประเทศ)
    • ตลาดใหม่ สินค้าใหม่: เช่น มาลี ขยายตลาดไปยังฟิลิปปินส์ (ตลาดใหม่) พร้อมกับขายกาแฟสำเร็จรูป (สินค้าใหม่)
  • ความยากง่ายในการเติบโต: การทำตลาดใหม่ สินค้าใหม่ มีความยากที่สุด เพราะต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด รองลงมาคือ ตลาดใหม่ สินค้าเดิม เพราะต้องแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดใหม่ ส่วนตลาดเดิม สินค้าใหม่ ถือว่าง่ายที่สุด เพราะมีความได้เปรียบในเรื่องฐานลูกค้าเดิมและ Brand Awareness

3. การวิเคราะห์จาก Business และ Management (ธุรกิจและผู้บริหาร):

  • การเปลี่ยนแปลงธุรกิจ:
    • การ Transformation: เช่น Karmart เปลี่ยนจากธุรกิจขายส่งเครื่องใช้ไฟฟ้ามาเป็นธุรกิจขายเครื่องสำอาง
    • การเพิ่มธุรกิจใหม่: เช่น RS เพิ่มธุรกิจใหม่ๆ นอกเหนือจากธุรกิจเพลง เช่น Cable TV, ทีวีดิจิตอล และพาณิชย์
  • ความท้าทาย: การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงธุรกิจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ต้องประเมินโอกาสความสำเร็จของธุรกิจใหม่
  • การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร: การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทิศทางของบริษัทในอนาคต

สรุป: การวิเคราะห์รายได้อย่างละเอียด ควรพิจารณาปัจจัยขับเคลื่อนทั้ง 3 ด้านประกอบกัน คือ P & Q, Product & Market, และ Business & Management เพื่อประเมินศักยภาพในการเติบโตของรายได้อย่างรอบด้าน

1 ความคิดเห็น:

Bookmark

  https://finance.vietstock.vn