ตัวอย่างบริษัทที่มี Network Effects สูง คือบริษัทที่ผลิตภัณฑ์หรือบริการจะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อมีผู้ใช้เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถเห็นได้ในหลายอุตสาหกรรม โดยตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่:
1. Facebook (Meta)
Facebook เป็นตัวอย่างชัดเจนของบริษัทที่พึ่งพา Network Effects ยิ่งมีผู้ใช้มากขึ้น บริการก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เนื่องจากการเชื่อมต่อระหว่างเพื่อน ครอบครัว และชุมชนต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้น ผู้ใช้ใหม่จะมีโอกาสมากขึ้นในการติดต่อกับผู้ที่อยู่บนแพลตฟอร์มอยู่แล้ว ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้คนใหม่ ๆ เข้ามาใช้งาน
2. WhatsApp
WhatsApp ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันส่งข้อความในเครือของ Meta ก็เป็นตัวอย่างที่ดีเช่นกัน ยิ่งมีคนใช้แอปมากเท่าไร ก็ยิ่งมีประโยชน์ในการสื่อสารมากขึ้น เนื่องจากผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับเพื่อน ครอบครัว หรือเครือข่ายการทำงานได้อย่างง่ายดายทั่วโลก
3. Uber
Uber เป็นตัวอย่างของ two-sided network effects (อิทธิพลเครือข่ายแบบสองฝั่ง) ยิ่งมีผู้ใช้แอปมากเท่าไร คนขับรถก็ยิ่งเข้ามาในระบบมากขึ้น และในทางกลับกัน ยิ่งมีคนขับมาก ผู้ใช้ก็ยิ่งสามารถหารถได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้ทั้งฝั่งผู้ใช้และผู้ขับรถได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น
4. Airbnb
Airbnb มีลักษณะของ Network Effects ที่แข็งแกร่ง ยิ่งมีผู้ใช้มาก (ทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่า) แพลตฟอร์มก็ยิ่งมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้มีผู้คนเข้ามาใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เช่าสามารถเลือกที่พักได้หลากหลาย ส่วนเจ้าของที่พักก็สามารถหาลูกค้าได้ง่ายขึ้น
5. Amazon
Amazon มี Network Effects ในหลายแง่มุม ยิ่งมีผู้ขายจำนวนมากขึ้นก็ยิ่งทำให้ผู้ซื้อมีตัวเลือกสินค้าให้เลือกมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อเข้ามาใช้งานเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ขายมีโอกาสขายสินค้ามากขึ้น วงจรนี้เป็นการส่งเสริม Network Effects แบบ two-sided
6. Google
Google Search เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึง Network Effects ยิ่งมีคนค้นหามากเท่าไร ระบบของ Google ก็ยิ่งเรียนรู้และปรับปรุงผลการค้นหาให้แม่นยำและตรงความต้องการมากขึ้น ซึ่งจะดึงดูดให้คนมาใช้บริการมากยิ่งขึ้น
7. Microsoft (Windows, Office 365)
สำหรับ Microsoft Windows และ Office Suite ยิ่งมีคนใช้ผลิตภัณฑ์ของ Microsoft มากขึ้น ผู้พัฒนาและนักธุรกิจอื่น ๆ ก็ยิ่งสนใจสร้างซอฟต์แวร์และปลั๊กอินที่ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มนี้มากขึ้น ทำให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงแอปพลิเคชันและเครื่องมือเสริมที่หลากหลาย
8. YouTube
YouTube มี Network Effects ในแง่ที่ว่ายิ่งมีครีเอเตอร์หรือผู้ผลิตเนื้อหาเข้ามาใช้แพลตฟอร์มมากขึ้น ผู้ชมก็ยิ่งมีเนื้อหาที่หลากหลายและตรงตามความสนใจมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ชมจำนวนมากขึ้นดึงดูดผู้ผลิตเนื้อหาใหม่ ๆ เข้ามาอีก เป็นการเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
9. LinkedIn
LinkedIn เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับมืออาชีพ ยิ่งมีผู้ใช้เข้ามามากเท่าไร โอกาสในการเชื่อมต่อกับผู้คนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงโอกาสในการจ้างงานก็ยิ่งมากขึ้น ทำให้ทั้งนายจ้างและผู้หางานต้องการเข้ามาใช้งานมากขึ้น
10. Visa / Mastercard
ระบบการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตอย่าง Visa และ Mastercard มี Network Effects ที่ชัดเจน ยิ่งมีร้านค้าที่รับบัตรมากขึ้น ผู้ใช้บัตรก็ยิ่งสะดวกในการใช้งาน และในทางกลับกัน ร้านค้าก็จะมีแรงจูงใจมากขึ้นในการรับบัตรเครดิตเหล่านี้หากมีผู้ใช้บัตรจำนวนมาก
Network Effects จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทเหล่านี้สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เนื่องจากยิ่งมีผู้ใช้มากขึ้น ก็จะยิ่งมีความได้เปรียบในตลาดและดึงดูดผู้ใช้ใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น